บทที่  2

 

ตรวจเอกสาร

 

21. แนวความคิด

 

                โครงการสนามกอล์ฟ  กัซซัน  ขุนตาน  กอล์ฟ  แอนด์  รีสอร์ท  นี้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท กัซซัน  ขุนตาน  กอล์ฟ  แอนด์  รีสอร์ท  จำกัด  ซึ่งประกอบด้วย  คลับเฮ้าส์พร้อมสิ่งอำนายความสะดวกครบครัน ล็อกเกอร์รูม, สปา, ห้องอาหาร โรงแรม  รีสอร์ทธรรมชาติ  พื้นไม้จริง  ตกแต่งร่วมสมัย พร้อมห้องประชุม สัมมนา,  สระว่ายน้ำ  ที่มีความเป็นส่วนตัว  บ้านและที่ดินจัดสรร ติดสนามกอล์ฟ  แม่น้ำทา  และอยู่ท่ามกลางความงดงามของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาน  ส่วนพื้นที่ของสนามกอล์ฟมีทั้งหมด18 หลุม พาร์ 72 ระยะ 7,068  หลา

 

2.1.1  สนามกอล์ฟกับธุรกิจเคหะการ

การสร้างสนามกอล์ฟร่วมกับโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อเคหะการได้เพิ่มความสำคัญขึ้นเป็นลำดับเนื่องจาก

                                2.1.1.1  โครงการสนามกอล์ฟสามารถประเมนรายได้อย่างแน่นชัดกว่า  และรวดเร็วกว่าโครงการเคหะธรรมดา

                                2.1.1.2  ตัวของคลับเฮ้าส์สามารถจัดเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชุมชนได้ด้วย  การเพิ่มสระว่ายน้ำ  สนามเทนนิส  ฯลฯ

                               

                2.1.2  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกีฬากอล์ฟ

2.1.2.1  ประวัติความเป็นมาของกีฬากอล์ฟ

ต้นกำเนิดของกีฬากอล์ฟอาจกล่าวได้ว่าจะมาจากกีฬาโบราณของชาวโรมันที่เรียกว่า  Pagania  ชาวดัชท์เรียกว่า Kolven  ชาวอังกฤษเรียกว่า  Cambuga  ชาวฝรั่งเศสยุคแรกและชาวเบลเยี่ยมเรียกว่า  Chole  หรือ  Sel  De  Mail  คำว่า  Golf  ที่ใช้เรียกกันอยู่ทุกวันนี้มาจากภาษาเยอรมัน  คือ  Kolbe  หรือภาษาดัชท์ที่ใช้คำรียก  Kolf  ซึ่งเป็นกีฬาโบราณชนิดหนึ่งที่ใช้ไม้ตี  ซึ่งมีลักษณะโค้งงอตรงส่วนปลาย  เพื่อใช้ในการตีลูกบอลลงหลุม  หลักฐานของกีฬากอล์ฟนี้มีมาตั้งแต่ปี  ค.ศ.  1457  โดยเริ่มในประเทศสก๊อตแลนด์  มีการเผยแพร่เข้าสู่ทวีปอเมริกาโดยประเทศแคนาดาเป็นประเทศแรกประมาณปี  ค.ศ.  1873  ในปี  ค.ศ.  1888  ได้มีการก่อสร้างสนามกอล์ฟขึ้นในที่แรกในสหรัฐอเมริกา  ปี  ค.ศ.  1982  ประเมศอเมริกามีสนามกอล์ฟทั่วประเทศประมาณ  12,000  สนาม  ในปี  ค.ศ.  1990  ในขณะเดียวกันประชากรทั่วประเทศอเมริกามีผู้เล่นกอล์ฟประมาณ  23  ล้านคน  หรือ  มากกว่า  10  เปอร์เซ็นต์ของคนในประเทศ  ส่วนในประเทศอังกฤษมีสนามมากกว่า  1,300  สนาม และประเทศญี่ปุ่นเองก็มีสนามทั้งสิ้น  1,168  กว่าสนาม

 

ประวัติของกีฬากอล์ฟในประเทศไทย  คนไทยได้เริ่มรู้จักกับกีฬาชนิดนี้  ในราวต้นศตวรรษที่  20  โดยการนำเข้ามาของนักกอล์ฟชาวต่างประเทศในเมืองไทย  และชาวไทยที่กลับมาจากการศึกษาต่อต่างประเทศ  โดยมีการสร้างสนามกอล์ฟเล็กๆ  ขึ้นแห่งแรกที่ราชกรีฑาสโมสร  พระราชวังสวนจิตรลดา  ต่อมาในปี  พ.ศ.  2463  ได้มีการสร้างสนามกอล์ฟเป็นสัดส่วนขึ้นมาแห่งแรกของประเทศไทย  โดยจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาของ  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  คือ  สนามกอล์ฟหัวหิน  โดยมีขนาด  9  หลุม

ในปัจจุบันประเทศไทยมีสนามกอล์ฟมากว่า  100  สนามทั่วประเทศและในอนาคตคาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก  เนื่องมากจากสนามกอล์ฟเป็นงานทางภูมิทัศน์โดยตรง  ดังนั้นนักออกแบบแลดูแลรักษาภูมิทัศน์จึงควรเรียนรู้หลักการในการออกแบบและหลักการในการก่อสร้างสนามกอล์ฟเบื้องต้น  ตลอดจนหลักการในการดูแลบำรุงรักษาสนามกอล์ฟเอาไว้พอสมควร

2.1.2.2  หลักการและแนวความคิดในการออกแบบก่อสร้างสนามกอล์ฟ

                                ในการออกแบบสนามกอล์ฟใดๆ  ก็ตามนั้นผู้ที่จะทำการออกแบบจำเป็นที่จะต้องมีความรู้  3  ประการดังต่อไปนี้

                                1)  จะต้องมีแนวความคิดอันลึกซึ้งเกี่ยวกับการออกแบบทางทัศนียภาพ

                                2)  เข้าใจและรู้ถึงวิธีการทางด้านเทคนิคการก่อสร้าง

                                3)  มีความรู้ในกฎกติกาและวิธีการในการเล่นกอล์ฟ

                                การออกแบบสนามกอล์ฟในรุ่นแรกๆ  นั้นผู้ออกแบบจะต้องอาศัยภูมิประเทศเป็นสำคัญ  เช่น  บริเวณที่เป็นชายทะเลหรือ  ในบริเวณที่มีเนินสูงต่ำตามธรรมชาติของพื้นที่ตามการออกแบบในสมัยใหม่นี้  ต้องการสร้างพื้นที่เทียมเป็นสำคัญ  เพราะปัจจัยจำกัดในการนำพื้นที่ตามธรรมชาติจริงๆ  มาใช้  แต่ก็ยังต้องยึดถือและอาศัยหลักการต่างๆ  เพื่อออกแบบให้เกิดความสอดคล้องประหนึ่งว่าสร้างมาจากพื้นที่ธรรมชาติจริงๆ  เหมือนสมัยก่อน  โดยมีการออกแบบดัดแปลงให้ตัวสนามมีการเล่นที่พิสดารขึ้นเพื่อความสนุกสนานในการเล่น  เครื่องมือเครื่องใช้ในการก่อสร้างและบำรุงรักษา  ตลอดจนแรงดันทางเศรษฐกิจ  สิ่งต่างๆ เปล่านี้ส่งผลต่อการออกแบบ  การดูแลรักษาและการปรับปรุงสนามกอล์ฟในปัจจุบันทั้งสิ้น  ซึ่งสนามกอล์ฟที่ดีนั้นควรจะมีคุณลักษณะ 3  ประการ  คือ

 

                                                1)  จะต้องมีความสวยงามทางทัศนียภาพ

                                                2)  จะต้องบำรุงรักษาง่าย(และมีการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ)

                                                3)  จะต้องส่งเสริมให้ผู้ที่เข้ามาเล่นมีความสนุกสนานท้าทาย

2.1.2.3  หลักในการออกแบบและก่อสร้างเบื้องต้น

                                1)  การออกแบบรายละเอียดของสนามกอล์ฟ

                                                1.1)  กรีน  (Green)  เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ใช้เล่นกอล์ฟ  ซึ่งในการพัทลูก  โดยปกติในการออกแบบกรีน  ตำแหน่งของกรีนจะอยู่สูงขึ้นจากระดับแฟร์เวย์ประมาณ  0.30 – 0.90  เมตร  (2 – 3  ฟุต)  เพื่อให้ผู้เล่นมองเห็นกรีนได้ชัดเจน  จึงมีโอกาสตีลูกให้ลงหลุมได้ไม่ยากนัก  นอกจากนี้พื้นที่ของกรีนควรมีขนาดใหญ่เพียงพอ  สามารถทำให้กรีนมีระดับต่างกัน  เพื่อท้าทายการเล่นของนักกอล์ฟ

                                                1.2)  ทีออฟ  (Tee-off)  ทีออฟเป็นตำแหน่งที่เริ่มตีลูกออกไป  โดยจัดวางตำแหน่งที่แยกกันสำหรับนักกอล์ฟที่เป็นเด็ก  เป็นผู้หญิง  เป็นผู้ที่เริ่มหัดตีกอล์ฟ  เป็นผู้เล่นทั่วไปและเป็นผู้เล่นในการแข่งขัน  เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกิดความเท่าเทียมกันในการเล่นโดยจะมี  Mark  สีน้ำเงิน  สำหรับนักกอล์ฟที่มีฝีมือดี  Mark  สีเทาหรือสีแดงจะเป็นของผู้หญิงและเด็ก  ที่ออฟควรมีความยาว  100  หลา  เพื่อให้เพียงพอสำหรับผู้เล่นที่มีฝีมือแต่ละระดับทั้งสี่ระดับ  รูปร่างทีออฟจะอิสระจะป็นอย่างไรก็ได้  โดยจะเน้นการออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพธรรมชาติ  และกลมกลืนกับกรีนและหลุมทรายด้วย  แต่ต้องสะดวกในการดูแลรักษา  การออกแบบทีออฟก็เช่นเดียวกับการออกแบบกรีนที่ควรมีความพิเศษในตัวของมันเองในแต่ละหลุม  และเหมาะสมกับสภาพที่ตั้งของแต่ละกลุ่ม  ทีออฟอาจจะออกแบบให้เป็นพื้นที่ระดับเดียวกันทั้งหมดหรืออาจทำเป็นหลายระดับก็ได้  ขนาดของทีออฟควรมีขนาดอย่างมากที่สุด  630  ตารางเมตร  (7,000  ตารางฟุต)  และไม่ควรต่ำกว่า  450ตารางเมตร  (5,000  ตารางฟุต)  เป็นขนาดพื้นที่ที่รวมเอาผู้เล่นทั้งสี่ระดับไว้แล้ว

                                                1.3)  แฟร์เวย์  (Fari  way)  หมายถึงบริเวณของสนามที่อยู่ระหว่างทีออฟกับกรีน  ซึ่งเป็นบริเวณที่ตัดหญ้าสั้นกว่ารัฟที่อยู่รอบๆ  หญ้าบนแฟร์เวย์ที่ถูกตัดสั้น  เพื่อจะให้หญ้าแน่นสม่ำเสมอ  และเป็นเป้าหมายสำหรับนักกอล์ฟตีลูกมาตกลงบนแฟร์เวย์  (Landing  area)  ในกีฬากอล์ฟจะมีแฟร์เวย์หักมุมเอียงไปทางซ้าย  หรือขวาจาแท่นทีออฟ  แฟร์เวย์อาจแคบหรือกว้างก็ได้  อาจมีสระว่ายน้ำเทียมหรือสระว่ายน้ำธรรมชาติตัดขวางหรือขนาน  อาจชันหรือราบ  ขึ้นเนินหรือลงเนิน  จะเป็นที่โล่งหรือมีต้นไม้ทึบทั้ง  2  ข้าง  ขอบแปลงตรงหรือหักมุมก็ได้  สรุปแล้วแฟร์เวย์จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นลักษณะทางธรรมชาติของพื้นที่รอบๆ  บริเวณนั้นเอง  ความกว้างของแฟร์เวย์ในบริเวณลูกตก  ความกว้างประมาณ  40  หลา  ถ้าเป็นการออกแบบสนามแข่งขัน  หรือถ้าจะทำให้การตียากขึ้น  อาจจะต้องลดเหลือประมาณ  30 – 35  หลา  แต่ถ้าเป็นสนามตามสโมสรทั่วไป  มักใช้ความกว้าง  45  หลา  หรือมากกว่า  ความกว้างของแฟร์เวย์ไม่จำเป็นต้องเท่ากันตลอด  ที่ระยะ  150 – 200  หลา  อาจทำแฟร์เวย์ค่อนข้างวกว้างสำหรับนักกอล์ฟมือใหม่  ที่ระยะ  250 – 300 หลา  อาจทำให้แคบลงสำหรับผู้เล่นที่ตีได้แรงและไกล  ส่วนระยะ  300 – 375  หลา  ทำแฟร์เวย์ให้กว้างอีกครั้งหนึ่งสำหรับผู้เล่นมือใหม่  ในกรณีออกให้แบบแฟร์เวย์วิ่งเข้าไปในป่าละเมาะหรือในกลุ่มต้นไม้ระยะเปิดโล่งของแฟร์เวย์ควรกว้างประมาณ  175 – 200  ฟุต

                                2)  เกณฑ์ที่เกี่ยวกับเนื้อที่

                                ปริมาณเนื้อที่สำหรับสร้างสนามกอล์ฟจะผันแปรไปตามรูปร่างของบริเวณและลักษณะภูมิประเทศ  โดยทั่วไปแล้วบริเวณที่จะทำการก่อสร้าง  ควรมีรูปร่างของพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันเหนือใต้  และภูมิประเทศค่อนข้างเรียบดีที่สุด  ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการจัดสรรพื้นที่ของสนามกอล์ฟดังนี้

                                                2.1)   สนามพื้นที่เป็นที่ราบ  ขนาด  9  หลุม  ต้องการพื้นที่ประมาณ  125 – 200  ไร่ (50 – 80 เอเคอร์)

                                                2.2)  ขนาดพื้นที่เป็นที่ราบ  สนามขนาด  18 หลุม  ต้องการพื้นที่ประมาณ  275 – 400  ไร่ (110 – 160  เอเคอร์)

                                                2.3) ขนาดพื้นที่เป็นที่ลาดชัน  สนามขนาด  9 หลุม  ต้องการพื้นที่ประมาณ  175 – 225  ไร่  (70 -90 เอเคอร์)

                                                2.4)  ขนาดพื้นที่เป็นที่ลาดชัน  สนามขนาด  18  หลุม  ต้องการพื้นที่ประมาณ  450  ไร่  (180  เอเคอร์)

                                3)  หลักในการเลือกพื้นที่

                                การเลือกบริเวณสร้างสนามกอล์ฟส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับลักษณะที่น่าสนใจของพื้นที่ในบริเวณนั้นๆ  ซึ่งปกติแล้วบริเวณที่เหมาะสมกับการสร้างสนามกอล์ฟควรเป็นดังนี้

3.1)       เป็นที่ที่มีภูมิประเทศสูงบ้างต่ำบ้าง

3.2)       มีต้นไม้เดิมอยู่พอสมควร

3.3)       มีความลาดชันอยู่ระหว่าง  1 – 15  เปอร์เซ็นต์

3.4)       มีเนื้อที่ใกล้เคียงกับเนื้อที่มาตรฐานสูงสุดที่กำหนด

3.5)  บริเวณที่มีความลาดเอียงเฉลี่ยอยู่ระหว่าง  2 – 5  เปอร์เซ็นต์   ซึ่งจะส่งผลให้สนามกอล์ฟมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น

                                4)  การสัญจร

                                การสสัญจรที่ดีที่สุดภายในสนามกอล์ฟคือ  การสัญจรที่สะดวกระหว่างกิจกรรมต่างๆ  โดยมีความขัดแย้งน้อยที่สุด  เช่น  จากลานจอดรถนักกอล์ฟจะไปยังล็อคเกอร์หรือคลับเฮ้าส์  โปรช๊อปหรืออาจไปยังร้านเครื่องดื่ม  จากนั้นก็จะเริ่มออกตี  ก่อนตีนักกอล์ฟอาจต้องคอยหรืออาจประสงค์จะฝึกตีลูก  หรือพัทลูกเป็นการเตรียมความพร้อมเสียก่อน  เมื่อเริ่มต้นตีจากหลุมที่  1 แล้ว  เมื่อลงหลุมที่  9  ควรจะผ่านกลับมาที่เดิมได้อีกเพื่อดื่มน้ำ เช็ดหน้าหรือพักสักครู่ในร้านเครื่องดื่ม  ไปห้องน้ำ  หรือร้านอุปกรณ์กีฬาเพื่อซื้อสิ่งของที่จำเป็น  เช่น  ลูกกอล์ฟที่หายไปต้องซื้อสำรองเพิ่ม  เป็นต้น  โดยไม่รบกวนกิจกรรมอื่นๆ

                                5)  การวางรูปสนามกอล์ฟ

                                รูปแบบมาตรฐานของสนามปกติ  รูปแบบมาตรฐานของสนามกอล์ฟ  18  หลุม  มีอยู่  5  รูปแบบ  ตามความจำเป็นทางภูมิประเทศและปัจจัยอื่นๆ  ดังนี้ 

                                                5.1)  แบบแฟร์เวย์เดี่ยวเวียนกลับข้างละ  9  หลุม (Single  Fair wey  18-Hole  Coure  with  Returning  Nines)

                                                5.2)  แบบแฟร์เวย์เดี่ยวเวียนกลับรวดเดียวทั้ง  18  หลุม  (Sinle  Farir wey  Continuous  18-Hole  Course)

                                                5.3)  แบบแฟร์เวย์คู่เวียนกลับข้างละ  9  หลุม  (Doudle  Fair wey  18-Hole Coure  with  Returning  Nines)

                                                5.4)  แบบแฟร์เวย์คู่เวียนกลับรดเดียว  18  หลุม  (Doudle  Farir wey  Continuous  18-Hole  Course)

                                                5.5)  แบบเกาะกลุ่มเป็นแกน  (Core  Golf  Course)

                                6)  ความยาวของสนาม

                                สามกอล์ฟที่ดีคือสนามกอล์ฟที่เปิดโอกาสให้นักกอล์ฟได้ใช้ไม้เกือบทุกขนาด  ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะสมกับระยะที่ต้องตี  นักออกแบบสนามกอล์ฟจะต้องรู้ระยะเฉลี่ยซึ่งนักกอล์ฟสามารถตีได้โดยใช้ไม้ขนาดต่างๆ  ซี่งระยะการตีแลไม้กอล์ฟมีผลทำให้เกิดคำว่า  “พาร์”  (Par)  โดยระยะของหลุมและจำนวนพาร์ของชายและหญิงจะแตกต่งกัน

                                พาร์  คือ  ค่าตัวเลขที่บ่งบอกถึงระยะการตี  ซึ่งเกิดจากการใช้ไม้ตีที่เหมาะสมให้ถึงจุดที่กำหนดไว้เป็นระยะทางที่แน่นอน  ดังนั้นระยะความยาวจึงเป็นค่าทางปริมาณที่ใช้วัดความยากง่ายของสนามแต่ละแห่งหรืออีกนัยหนึ่ง  พาร์  คือ  แต้ม  (จำนวนครั้ง)  ที่นักกอล์ฟที่เชี่ยวชาญอาจตีได้ในแต่ละหลุม

                                พาร์  หมายถึง  การเล่นที่ไม่ผิดพลาดไม่มีการบังเอิญและอยู่ในสภาวะแวดล้อมและดินฟ้าอากาศปกติ  โดยตีจากทีออฟมาตามแฟร์เวย์และหำหนดให้พัทบนกรีนอีก  2  ครั้ง

ชาย

หญิง

พาร์

0 -250  หลา

0 -21  หลา

3

251 – 470  หลา

211 – 400  หลา

4

741  หลาขึ้นไป

401 – 575  หลา

5

 

576  หลาขึ้นไป

6

ตารางที่  2.1  แสดงระยะของหลุมและจำนวนพาร์ของชายและหญิง

                                7)  การกำหนดพาร์

                                ในสนามกอล์ฟระดับมาตรฐานจะกำหนดพาร์รวมไว้ดังนี้

                                                7.1)  ขนาดสนาม  18  หลุม  แบบมาตราฐานจะต้องมีจำนวนของพาร์ไม่น้อยกว่า  70 – 72  พาร์  และความยาวรวมทั้งหมดต้องไม่ต่ำกว่า  6,200 – 6,500  หลา

                                                7.2)  ขนาดสนาม  9  หลุม  แบบมาตราฐานจะต้องมีจำนวนของพาร์  ไม่น้อยกว่า  35 – 37  พาร์  และความยาวรวมทั้งหมดต้องไม่ต่ำกว่า  3,500 – 3,200  หลา

                                8)  การเรียงลำดับหลุม

                                ในการเรียงลำดับหลุมนั้นควรมีความแตกต่างของพาร์  และระยะความยาวของการตี  บางสนามมีการออกแบบโดยไม่ให้เกิดพาร์ที่เหมือนกัน  ต่อเนื่องกัน  เช่น  4-5-4-3-4-5-4-3-4  (รวม  36  พาร์  สำหรับ  9  หลุม)  และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้หลุมพาร์  3  ของระยะที่แตกต่างกันด้วย  และเป็นการผสมผสานกันของหลุมที่ยาวแต่ตีง่าย  หลุมยาวตียาก  หลุมสั้นตียาก  เป็นต้น  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความแตกต่างช่วยให้แต่ละหลุมมีความพิเศษเฉพาะตัวอีกประการหนึ่งคือ  หลุมพาร์  3  ไม่ควรให้อยู่เป็นหลุมต้นๆ  เกินกว่าหลุมที่  3  หรืออยู่หลังหลุมที่  8  ไปแล้ว  และควรมีหลุมพาร์  3  อยู่ประมาณ  3  หลุม  ในจำนวน  18  หลุม

                                9)  สิ่งกีดขวาง

                                สิ่งกีดขวางเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการออกแบบสนามเพื่อให้เกิดความท้าทาย  สนุกสนานในการตี  และความมีเอกลักษณ์ของแต่ละหลุมแต่ละสนาม  สิ่งกีดขวางมีหลายประเภทได้แก่

                                                9.1)  ทราย  (Sand)  การออกแบบหลุมทรายสามารถทำได้หลายแบบเช่น  การทำหลุมที่ยาวและแคบตัดตามแฟร์เวย์  หรือข้ามแฟร์เวย์อยู่หน้ากรีน  มีผลทำให้ผู้เล่นมีความรู้สึกว่าต้องตีให้ได้ระยะไกลมากขึ้นเพื่อจะผ่านหลุมทรายไปให้ได้  หลุมทรายอาจอยู่ลึกลงไปกว่าพื้นดินปกติ  หรืออยู่ระดับเดียวกับพื้นดินตามปกติก็ได้  ขนาดของหลุมทรายโดยรอบกรีนควรมีขนาดระหว่าง  90 – 270  ตารางเมตร  (2,500 – 4,000  ตารางฟุต)  หลุมทรายที่อยู่ข้างแฟร์เวย์ควรมรขนาดระหว่าง  225 – 300  ตารางเมตร  ( 2,500 – 4,000  ตารางฟุต)  หรือใหญ่กว่านี้ก็ได้   ส่วนรูปร่างของหลุมไม่ควรกำหนดเป็นกฏเกณฑ์เอาไว้ตายตัวจะมีรูปร่างอย่างไรก็ได้  เพื่อสนองกับประโยชน์ใช้สอยและความงาม  ตำแหน่งของหลุมทรายมีอยู่  2  บริเวณ  คือ  หลุมทรายขของแฟร์เวย์  และหลุมทรายของกรีน  แหน่งของหลุมทรายบนแฟร์เวย์มักอยู่ตรงที่นักกอล์ฟทั่วไปไม่สามารถตีไม่ถึง  แต่ถ้าเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพตีไปถึงได้  ซึ่งทำให้ผู้เล่นที่มีฝีมือและตีเก่งแล้วต้องใช้ความประณีต  ใช้ความระมัดระวังมากขึ้น

                                                9.2)  น้ำ  (Water)  น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสนามกอล์ฟเช่นเดียวกับหลุมทราย  น้ำเป็นสิ่งที่สวยงามจึงเป็นสิ่งที่ออกแบบต้องการนำมาใช้  นอกจากประโยชน์ทางก้านทัศนียภาพแล้ว  บ่อน้ำ  สระน้ำ  ยังช่วยเก็บกักน้ำไว้เพื่อรดน้ำต้นไม้ในหน้าแล้ง  วิธีการที่จะนำมาใช้เป็นสิ่งกีดขวางสามารถทำได้  2  อย่าง  คือ  วิธีแรก  ใช้น้ำในตำแหน่งขวางแนวการเล่น  หรือขวางแนวแฟร์เวย์  โดยอาจเป็นการกีดขวางการตีจากทีออฟ  หรือการตีจากแฟร์เวย์ทางใดทางหนึ่งเพื่อบังคับให้ผู้ที่เล่นตีออกไปจากด้านหนึ่งของแฟร์เวย์เป็นการทำให้นักกอล์ฟต้องใช้ฝีมือการตีหลายๆ  แบบ  ให้ลูกกอล์ฟไปในทิศทางที่ต้องการ

                                                9.3  รัฟหรือพงหญ้ารก  (Rough)  เป็นพื้นที่ของสนามรอบๆ  หลุมกอล์ฟ  คือบริเวณของกรีน  ทีออฟ  และแฟร์เวย์  รัฟ  มีประโยชน์  2  อย่างคือ  ใช้เป็นสิ่งกีดขวางการตี  เป็นการลงโทษผู้ที่ตีผิดพลาด  และใช้เป็นสิ่งที่แสดงขอบเขตการตี  หรือแสดงแนวแฟร์เวย์ให้ชัดเจนขึ้น  โดยการตัดหญ้าแฟร์เวย์และนอกแฟร์เวย์ให้มีความยาวต่างกัน  ของเขตของแฟร์เวย์นี้จะเป็นเส้นโค้งที่นุ่มนวลไปบรรจบกับสภาพธรรมชาติอื่นๆ  ของสนาม

                                                9.4  ต้นไม้  (Tree)  ต้นไม้เป็นส่วนประกอบทางแนวตั้งเพียงอย่างเดียว  ของสนามกอล์ฟจะเป็น  3  มิติระยะสูงจากพื้นดินขึ้นมา  ต้นไม้เป็นสิ่งกีดขวางที่ต้องเล่นอ้อมไป  ทำให้ผู้ออกแบบมักใช้ต้นไม้ในบริเวณหักเป็นมุมแฟร์เวย์  (Dogleg)  เพื่อป้องกันนักกอล์ฟที่พยายามตีลัดให้ระยะสั้นลง  และต้นไม้เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มร่มเงา  ให้ความร่มเย็นในพื้นที่  นอกจากนี้กลุ่มต้นไม้ยังช่วยเป็นกรอบให้ผู้เล่นสามารถมีสมาธิสนใจอยู่เฉพาะหลุมที่ตนกำลังเล่น  โดยละเลยอีก  17 หลุมที่เหลือ  การใช้ไม้พุ่มควรจำกัดอยู่ในระยะที่ใกล้ทีออฟ  เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการเล่นหลุมอื่นๆ  และใช้ได้ในบริเวณสโมสรเท่านั้น  ไม่ควรให้อยู่ในบริเวณสนามเพราะจะก่อให้เกิดปัญหาลูกกอล์ฟหายระหว่างการเล่น  การถ่ายเทอากาศที่ไม่ดีสำหรับพื้นหญ้าอาจทำให้หญ้าตายได้และเพิ่มการดูแลรักษามากขึ้น

                                                9.5  เนินดินและหลุมหญ้า  (Mounds and  Grass  Impression)  เนินดินอาจใช้ได้ทั้งในบริเวณกรีน  โดยเป็นฉากหลังให้และใช้ในบริเวณแฟร์เวย์ได้เช่นเดียวกับสิ่งกรีดขวางอื่นๆ  เช่น  ใช้เป็นตัวกั้นแฟร์เวย์ของหลุม  2  หลุมที่ขนานกันอยู่  ในกรณีที่ไม่มีต้นไม้เป็นตังกั้นหรือที่ค่อนข้างแคบ  เนินดินมีลักษณะเป็นลูกคลื่นทำให้ลูกกอล์ฟไม่กลิ้งไปแบการตีบนพื้นปกติ  แต่จะไปตกอยู่ระหว่างคลื่น  จะทำให้นักกอล์ฟยืนตีได้ลำบากและขาดความแม่นยำไป

                                                9.6  ลม  (Wind)  ลมจะเป็นปัญหากบนักกอล์ฟมากในสนามที่ลมพัดแรงตลอดเวลา  การออกแบบที่ได้คำนึงถึงทิศทางลม  เช่น  ถ้าลมพัดจากซ้ายไปขวา  การวางตำแหน่งสิ่งกีดขวางอยู่ทางด้านซ้ายจำไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่นักกอล์ฟมากนัก  เพราะนักกอล์ฟต้องพยายามตีไปทางขวาอยู่แล้วแถมยังมีลมช่วยพัดพาลูกกอล์ฟให้ไกลออกไปจากสิ่งกีดขวางไปอีก  หรือการออกแบบโดยการวางตำแหน่งที่ไว้ในกลุ่มต้นไม้  ทำให้ผู้เล่นลืมนึกถึงอิทธิพลของลม  เพราะเมื่อยืนอยู่บนทีออฟจะไม่มีลมแรง  แต่เมื่อตีลูกกอล์ฟพุ่งออกจากแฟร์เวย์แล้วจึงโดนลมพัดทำให้ทิศทางผิดไป  ลักษณะเช่นนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นักกอล์ฟที่ช่างสังเกตมีความรอบคอบได้ประโยชน์มากกว่านักกอล์ฟที่ได้สังเกต

 

                                10)  ขอบเขตของสนามกอล์ฟ  (Boundaries) 

                                ทุกสนามต้องมีหลุมใดหลุมหนึ่งที่อยู่ริมของเขตที่ดินต้องมีการแสดงแนวเขตให้ผู้เล่นเห็นโดยปักป้าย  OB  (Out  of  Bound)  บอกเอาไว้เป็นระยะๆ  ทุกหลุม

                                     

                2.1.3  กฏกติกาการเล่นกอล์ฟ

                                เนื่องจากกอล์ฟเป็นกีฬาของชนชั้นสูงสมัยก่อน  ดังนั้นกฏกติกาการเล่นกอล์ฟจึงมีรายละเอียดมากประกอบกับลักษณะของการเล่นนั้น  เป็นการตีลูกไปข้างหน้าซึ่งผู้เล่นไม่สามารถคาดเดาได้ว่าลูกที่ตนเองตีหรือฝ่ายตรงข้ามตีออกไปนั้นจะไปตกที่ไหนหรือไปโดนอะไรเข้า  ดังนั้นกฎต่างๆ  ที่บัญญัติมาก็เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เล่นทุกฝ่าย  ทำให้สามารถเล่นเกมได้อย่างสนุกสนาน  และไม่มีปัญหาจนกลายเป็นข้อพิพาตบาดหมางกันโดยไม่สมควร

                                การนับคะแนนนั้นในการตีครั้งหนึ่งจะถูกนับเป็นหนึ่งสโตร๊คและในการนับจะนับไปเรื่อยๆ  ตั้งแต่ผู้เล่นหวดไม้กอล์ฟเพื่อตีลูกครั้งแรกจากแท่นตั้งตี  จนกระทั่งลูกลงหลุมตามวิธีการที่ระบุไว้ในกฎข้อบังคับ  โดยการออกรอบ  1  รอบ  คือการเล่นตามลำดับ  ตั้งแต่หลุมหนึ่งถึงหลุมที่  18  นอกจากกรรมการจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  ซึ่งสามารถลดจำนวนหลุมให้น้อยลงแต่เรียกว่า  1  รอบก็ได้  มีรูปแบบการแข่งขันดังนี้

 

ตารางที่  2.2  แสดงตัวอย่างบัตรนับคะแนนแบบแม็ทช์เพลย์  (Match  play)

 

HOLE

15

16

17

18

Mr.Don

4

4

5

4

Mr.Bill

4

5

3

5

WON  or  LOST

0

+

-

+

 

 

 

 

 

หมายเหตุ : (+) = win, (0) = halve, (-) = lose

                                        

การแข่งขันกอล์ฟแบบ  “แม็ทช์เพลย์”  (Match  Play)  คือการนับคะแนนจำนวนหลุมต่อหลุม  นี่คือตัวอย่างบัตรนับคะแนน  (Score  card)  ระหว่าง  Mr.Don  และ  Mr.Bill  หลุมที่  15 – 18  โดยสมมุติว่าทั้งคู่มีคะแนนที่เท่ากันมาตลอดตั้งแต่หลุมที่  1 – 14  จะเป็นว่าในการตีลูกหลุมที่  15  ในตารางทั้งคู่ตีได้  4  สโตร๊คเท่ากันดังนั้นตรงช่อแพ้ชนะ  (WON  or  LOST)  จึงได้เขียนเครื่องหมาย 0  เอาไว้  หมายความว่าได้คะแนนเท่ากัน  (Halve)  ในการตีหลุมที่  16  นั้น  Mr.Don  ตีชนะ  Mr.Bill  1  สโตร๊ค  (น้อยกว่า  1  สโตร๊ค)  จึงเขียนเครื่องหมาย  +  เอาไว้  สำหรับหลุมที่  17  Mr.Don  ตีแพ้  Mr.Bill  จึงเขียนเครื่องหมาย  -  เอาไว้

 และเนื่องจากสมมุติว่าทั้งคู่ตีเสมอกันมาตั้งแต่หลุมแรกจนถึงหลุมที่  15  จนมาถึงหลุมที่  16  Mr.Don  ตีชนะ  Mr.Bill  ไป  1  สโตร๊ค  และในหลุมที่  17  Mr.Don  แพ้ไป  2  สโตร๊ค  และในหลุมสุดท้ายหลุมที่  18  Mr.Don  ก็ตีชนะ  Mr.Bill  อีก  1  สโตร๊ค  จึงปรากฏว่า  Mr.Don  ชนะเพราะว่าเขาชนะหลุมมากกว่าคือชนะ  2  หลุม  แต่ Mr.Bill  ชนะเพียง  1  หลุม  ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะตีทำคะแนนสโตร๊คได้เท่ากันก็ตาม

 

ตารางที่  2.3  ตัวอย่างการนับคะแนนการแข่งขันแบบ  “สโตร๊คเพลย์”  (Strok  play)

 

HOLE

15

16

17

18

Total

Mr.Don

4

4

5

4

76

Mr.Bill

3

5

3

5

75

 

                                การแข่งขันอีกประเภทหนึ่งก็คือแบบ  “สโตร๊คเพลย์”  (Strok  play)  เป็นการนับคะแนนการตีลูกทุครั้งเป็นหลัก  การ์ดคะแนนตัวอย่างที่เห็นอยู่นี้  เป็นการ์ดคะแนนแบบสโตร๊คเพลย์ซึ่งผลปรากฏว่า  Mr.Bill  ตีน้อยกว่า  Mr.Don     1  สโตร๊ค  Mr.Bill  จึงเป็นผู้ที่ชนะในการแข่งขันครั้งนี้  โดยนับคะแนนที่น้อยที่สุดเป็นผู้ชนะ  โดยมีรูปแบบในการเล่นและกฎกติกาดังต่อไปนี้

 2.1.3.1  รูปแบบในการแข่งขันกีฬากอล์ฟ

ในการแข่งขันนั้นอกจากจะเล่นแข่งกัสองคนแล้วยังสามารถแข่ได้อีกหลายแบบคือ

1)  Threesome  เป็นการเล่น  3  คน  โดยใช้ลูกกอล์ฟ  2  ลูก  คือการแข่งขันระหว่าง  2  ต่อ  1  ใช้ลูกฝ่ายละ  1  ลูก  ผู้ที่อยู่ฝ่าย  2  คน  จะต้องเปลี่ยนช่วยกันตี

2)  Foursome  เป็นการเล่น  4  คน  โดยใช้ลูกกอล์ฟ  2  ลูกคือการแข่งขันระหว่าง  2  ต่อ  2  ใช้ลูกฝ่ายละ  1  ลูก  ผู้เล่นทั้ง  2  ฝ่ายจะต้องสลับกันตีฝ่ายใครฝ่ายมัน

3)  Three-Ball  เป็นการเล่น  3  คน  โดยใช้ลูกกอล์ฟ  3  ลูก  คือการแข่งขันระหว่าง  3  ต่อ  3  โดยทุกคนต่างใช้ลูกกอล์ฟของตนเอง

4)  Bestball  ลูกแต้มดีที่สุด  คือ  การเล่นนับแต้มจากลูกที่ดีที่สุดเป็นการแข่งขันระหว่างนักกอล์ฟที่มีฝีมือเหนือกว่ามาก  1  คน  ลูกกอล์ฟ  1  ลูก  แข่งกับอีกฝ่ายที่มีฝีมือเป็นต่อมากกว่าซึ่งอาจจะเป็นทีมละ  2 – 3  คน  ก็ได้โดยแต่ละคนมีลูกกอล์ฟสำหรับเล่นเป็นของตนเองคนละลูก  โดยนับเอาแต้มที่สุดในทีมมาตัดสิน

5)  Four-ball  การเล่น  4  คน  และใช้ลูกกอล์ฟ  4  ลูก  คือการแข่งขันระหว่าง 
4  คน  ใช้  4  ลูก  แบ่งเป็น  2  คู่  นับแต้มของลูกที่ดีที่สุดของแต่ละฝ่ายมาตัดสิน

2.1.3.2  กฎกติกาในการเล่นกอล์ฟ

                                ระหว่างการแข่งขันตีลูกจากแท่นตั้งตีไปจนลูกลงหลุมนั้นผู้เล่นจะพบกับอุปสรรคมากมายทั้งที่นักออกแบบรูปของสนามเอาไว้  ตลอดจนเหตุสุดวิสัยต่างๆ  ซึ่งอาจเกิดเป็นข้อโต้แย้งขึ้นมาได้  ดังนั้นจึงมีการตั้งกฎต่างๆ  ขึ้นมา  เพื่อขจัดข้อโต้แย้งต่างๆ  เหล่านั้น

                                                1)  การตี  การตีหนึ่งครั้งหรือแต่ละสโตร๊ค  คือการเหวี่ยงหรือการสวิงไม้กอล์ฟไปข้างหน้าโดยตั้งใจจะตีลูกให้เคลื่อนที่ไป  จะตีถูกหรือไม่ก็ตามถือว่าเป็น  1  สโตร๊ค

                                                2)  ลูกกอล์ฟ  น้ำหนักของลูกกอล์ฟต้องไม่เกิน  1.620  ออนซ์  (45.93  แกรม)  มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า  1.680  นิ้ว  (42 – 67  ม.ม.)  ละเมิดกฎ – ถูกตัดสิทธิ์แข่งขัน

                                                3)  จำนวนไม้  ก่อนการแข่งขันผู้เล่นเลือกไม้ไว้เล่นไม่เกิน  14  อัน  ระหว่างการรออกรอบห้ามเปลี่ยนไม้  ไม่หน่วงเหนี่ยวการเล่นอาจจะเพิ่มไม้จนครบ  14  อัน  ถ้าเริ่มเล่นด้วยไม้จำนวนน้อยกว่านั้น  หรืออาจจะเปลี่ยนไม้ที่เกิดชำรุดจนใช้ไม่ได้  แต่ห้ามหยิบยืมไม้จากผู้เล่นอื่นที่กำลังออกรอบอยู่

                                                4)  ไม้กอล์ฟ  ต้องเป็นชิ้นเดียวกันรวมถึงพัตเตอร์ด้วย  ห้ามทำการดัดแปลงใดๆ  หรือปรับมุมระหว่างการเล่นแตะอาจจะทำการปรับน้ำหนัก  หรือถ่วงน้ำหนักของไม้ให้ถนัดเหมาะมือได้  ตัวด้ามจับห้ามตัดแต่งเป็นรอยเว้าให้กระชับเข้ากับอุ้งมือ  อาจมีวัสดุพวกผ้าพันแผล  ผ้ายาง  ผ้าเทป  พันหรือหุ้ม  ใส่ถุงมือธรรมดาเพื่อให้กุมได้กระชับขึ้น

5)  ห้ามไม่ให้มีการสมยอมกันเองในการหลีกเลี่ยงกติกากฎต่างๆ  ของกอล์ฟหรือกฏเฉพาะในสนามมิเช่นนั้นจะถูกปรับโทษ

6)  ซ้อมระหว่างหลุม  เมื่อเล่นหลุมใดแล้วกำลังจะเล่นต่อห้ามฝึกตีลูกจากบริเวณวิบากอุปสรรคห้ามซ้อมชีพขึ้นกรีน  หรือพัตบนหลุมที่ยังไม่ได้เล่นรอบนั้น

7)  การชี้บอกแนวไม่ผิดกฎ  ถ้าไม่ได้วางเครื่องหมาย  หรือ  ยืนบนเส้นแนวชี้ทิศ  แต่ห้ามชี้แนวบนกรีนเด็ดขาด

8)  ห้ามปรับปรุงแก้ไขเส้นที่จะสวิง  ห้ามปรับปรุงแก้ไขเส้นแนวการเล่น  หรือ  ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทำเลของลูกให้ดีขึ้น  เช่น  โยกย้าย  งอ  หัก  ตัดกิ่งไม้ขวางทางตี  หรือ  ตบทรายเกลี่ยดิน  ถอนหญ้า  ตัด  ถอน  ขุด  เด็ดพืชที่ติดหรืองออยู่กับดินเด็ดขาด  อนุญาตให้จรดไม้อย่างเบา  แต่ห้ามกดไม้ลงบนหญ้า  พืช  เขี่ย  ดัน  ตวัด  ฯลฯ  กับลูกและในบริเวณหลังลูก

 9)  เล่นลูกตามที่ลูกตกอยู่  ท่านต้องเล่นลูกตามที่สภาพลูกตกอยู่ห้ามขยับโยกย้าย  หรือเคลื่อนลูกโดยเจตนาเด็ดขาด

10)  สิ่งกรีดขวางที่หยิบออกได้  อนุญาตให้ดึงใบไม้  เศษกิ่งไม้  ใบหญ้า  ออกได้  ตลอดจนอนุญาตให้เก็บสิ่งกรีดขวางต่างๆ  ที่สามารถหยิบออกได้  ที่สามารถหยิบออกได้  แต่ห้ามทำลูกกอล์ฟขยับเขยื้อนเคลื่อนที่เป็นอันขาด  ถ้าทำให้ลูกกอล์ฟขยับเขยื้อนหรือเคลื่อนที่ต้องถูกปรับโทษ 

11)  ในการปรับโทษโดยส่วนมากแล้วหากละเมิดกฎโดยการเล่นแบบนับหลุม  จะถูกทำโทษแบบเสียหลุมหนึ่งหลุม  หากละเมิดกฎโดยการเล่นแบบนับแต้ม  ก็จะเสีย  2  แต้ม  ตามความผิดที่กระทำและตกลงกันไว้

12)  การดร๊อปลูก  ท่านจะผู้ดร๊อฟลูกเองโดยยืนตัวตรง  หันหน้าเข้าหาหลุม  แล้วเหยียดแขนที่กุมูกออกไปทางด้านข้างให้ขนานกับพื้น  แล้วจึงดร๊อปลูกลงพื้นโดยไม่ให้ลูกถูกตัว  หากถูกตัวให้ทำการดร๊อปใหม่  โดยไม่เสียโทษหากดร๊อปลูกผิดวิธีให้ผู้อื่นดร๊อปให้ถูกปรับโทษ

13)  ลูกไกลหลุมกว่า  ได้ตีก่อน  ลูกทีอยู่ห่างจากหลุมที่สุด  จะได้เล่นก่อน  และลูกลดระยะห่างลุมลงมา  จะเล่นต่อตามลำดับ  กรณีลูกอยู่ห่างจากหลุมเท่ากันให้ตัดสินโดยการโยนเหรียญ

14)  สิ่งกีดขวางเคลื่อนทีไม่ได้  ถ้าลูกอยู่บนหรืออยู่ใกล้  หรืออยู่ติดกับสิ่งกีดขวางที่ามารถเคลื่อนที่ได้  ทำให้ตีลูกไม่ถนัด  ในกรณีที่อยู่ในสนามอนุญาตให้ดร๊อปลูกในระยะไม่เกิน  2  ช่วงไม้จากจุดด้านนอกของสิ่งกีดขวางใกล้ตำแหน่งเดิมมากที่สุดและลูกจะต้องไม่เข้าใกล้หลุมมากไปกว่าเดิม  ห้ามวัดระยะ  2  ช่วงไม  โดยวัดอ้อมรอบนอก  ข้าม  ผ่านทะลุ  หรือลอดใต้สิ่งกีดขวางนั้นๆ  หากอยู่บนกรีนให้วางลูกในบริเวณที่จะพัตได้โดยให้ใกล้จุดเดิมมากที่สุดแต่ห้ามดร๊อปเข้าใกล้หลุมเด็ดขาด 

กฎในการเล่นกอล์ฟจริงๆ  แล้วมีความละเอียดอ่อน  และข้อปลีกย่อยมากมายผู้เล่นจึงสมควรที่จะทำการศึกษากติกาต่างๆ  อย่างละเอียดรอบคอบให้ดีก่อน  ซึ่งในเนื้อหาที่ว่าด้วยกติกาการเล่นกอล์ฟนั้นหากจะกล่าวกันโดยละเอียดแล้วไม่สามารถนำเสนอในที่นี้ได้ครบสมบูรณ์  เนื่องจากปัจจัยจำกัดทางด้านขอบเขตการศึกษา  จึงได้นำเสนอบางส่วนที่เห็นว่าสำคัญ  ดังนั้นผู้ที่สนใจอย่างจริงจังจึงสมควรจะค้นคว้าเพิ่มเติมและจดจำทำความเข้าใจให้มากกว่านี้ต่อไป

 

2.2  แนวความคิดด้านการจัดการดูแลรักษาภูมิทัศน์

 

                แนวคิดนี้ต้องเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างการออกแบบภูมิทัศน์  การจัดสร้างและการดูแลบำรุงรักษาภูมิทัศน์  ผู้ออกแบบงานภูมิทัศน์จะต้องกำหนดน้ำหนักหรืออัตตราส่วนระหว่างความสวยงาม  การใช้ประโยชน์และการดูแลรักษาที่สัมพันธ์กัน

                ความสำเร็จของงานภูมิทัศน์นั้นอยู่ที่ความคงทน  มีอายุการใช้งานที่ยืนยาว  การเพิ่มคุณค่าเมื่อเวลาเปลี่ยนไป  การดูแลรักษาภูมิทัศน์เป็นงานที่สำคัญที่สุดและเป็นเครื่องบ่งชี้การประสบผลสำเร็จของงานภูมิทัศน์เพราะงานดูรักษาใช้เวลา  แรงงาน  งบประมาณในระยะยาว  ผู้ออกแบบภูมิทัศน์จะต้องตระหนักว่า  “จะออกแบบอย่างไรให้งานภูมิทัศน์มีความสวยงาม  ใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่า  และมีการดูแลรักษาง่ายและต่ำ”  การจัดสร้างงานภูมิทัศน์จะต้องเป็นตามแบบที่มีคุณภาพและมีความคงทนถาวร  ให้เอื้ออำนวยต่อการดูแลรักษางานภูมิทัศน์และงานอื่นๆ  ในสนามกอล์ฟ  (รองศาสตราจารย์สมจิต  โยธะคง)  ได้ให้แนวคิดของงานภูมิทัศน์เพื่อดูแลบำรุงรักษาอย่างง่ายและต่ำไว้  2  แนวทาง  คือ

                ในการออกแบบภูมิทัศน์ที่ดีจะต้องให้เกิดความสวยงามประทับใจ  (attractive)  ทั้งผู้ออกแบบ  ผู้อยู่อาศัย  ผู้พบเห็นและมีความคงทนยู่นาน (livable)

                                2.2.1  การจัดสร้างงานภูมิทัศน์ที่ดี  ต้องคำนึงถึงคุณภาพของวัสดุที่ใช้เป็นองค์ประกอบ  วิธีการจัดสร้าง  ความแข็งแรง  คงทน  ประณีต

                                2.2.2  ในด้านการบำรุงรักษา  ควรตระหนักถึงความยุ่งยาก  ซับซ้อน  การใช้เวลาแรงงานและงบประมาณ  ลักษณะของงานภูมิทัศน์ที่ดีไม่จำเป็นต้องสวยงามบนความยุ่งยากซับซ้อน  แต่สามารถสวยงามบนความเรียบง่ายและเป็นความงามที่ยืนยาว(สมจิต  โยธะคง , 2540:51-52) 

 

2.3  ความหมายและความสำคัญของงานภูมิทัศน์

               

                วัสดุพืชพรรณเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดภูมิทัศน์  และการจัดการต่อสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารและภายในอาคารในโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ดิน  สิ่งก่อสร้างต่างๆ  ในปัจจุบันงานภูมิทัศน์มีบทบาทสำคัญในการช่วยปรุงแต่งอาคารเหล่านั้น  ให้แลดูมีคุณค่า  เป็นจุดมุ่งหมายและช่วยแก้ปัญหา  วัสดุพืชพรรณเป็นส่วนช่วยทำให้มีชีวิตชีวา  ช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้ดูดีและสวยงามขึ้น  ซึ่งสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์อย่างยิ่งในปัจจุบัน  ทั้งคนที่อาศัยอยู่ในสังคมชนบทหรือในสังคมเมือง  สิ่งแวดล้อม  (environment)  เป็นวัตถุ  พฤติกรรม  สถานการณ์ต่างๆ  ที่อยู่รอบตัวเรา  เช่น  ลม  ฟ้า  อากาศ  ดิน  น้ำ  สิ่งมีชีวิต  และสิ่งไม่มีชีวิต  เหล่านี้จะทำปฏิกิริยาร่วมกันซึ่งจำแนกได้  2  ประเภท  คือ

                สิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ  (naturel  environment)  ได้แก่  สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิตทั้งหลายบนพื้นโลก  เช่น  มนุษย์  สัตว์  และพืช  (วัสดุพืชพรรณเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีชีวิตกลุ่มหนึ่ง)  และสิ่งไม่มีชีวิตต่างๆ ในโลก

                จุดที่ลำบากที่สุดในการออกแบบคือ  การนำเอาไม้หลายๆ  ชนิดมาอยู่ร่วมกันหรือวางใกล้กันแล้วให้สามารถมองดูแล้วสวยงามดังที่คิดเอาไว้แต่ต้น  การที่ได้สัมผัสหรือใกล้ชิดต้นไม้  แต่ละชนิดก็พอจะช่วยกำหนดต้นไม้สวยงามและถูกต้อง  เพราะบางคนกำหนดชนิดของต้นไม้ได้สวยงามแต่ไม่สามารถอยู่ได้นานก็มี  ซึ่งความชำนาญในหัวข้อนี้ต้องอาศัยเวลาสักระยะหนึ่งในการทำงานเพื่อสอนประสบการณ์ให้นักออกแบบทุกคน  ต้นไม้ที่ต้องเลือกอย่างระมัดระวังจะเป็นไม้พุ่มหรือไม้คลุมดินที่มีขนาดสูงแตกต่างกัน  ต้องพิจารณาว่าดอกและใบเข้ากันได้อย่างกลมกลืน  ส่วนต้นไม้ใหญ่นั้นอยู่สูงอีกระดับหนึ่งจะไม่ค่อยมีปัญหาในการเลือก  นอกจากเลือกเป็นกลุ่มๆ  ไม่มากชนิดก็ควรสังเกตลักษณะของต้นไม้และแบ่งแยกประเภทว่าต้นไม้ชนิดใดปลูกแล้วให้บรรยากาศของป่าและบรรยากาศของบ้านได้อย่างลงตัว  เพราะบางสถานที่ถ้านำต้นไม้ที่มีลักษณะผิดไปจากสภาพแวดล้อมไปปลูกจะเป็นการทำลายความงามดั้งเดิมขงองสถานที่นั้นๆ  ต้นไม้ที่มีลักษณะในเมือง  เช่น  เข็มญี่ปุ่น  โกสน  เล็บครุฑ  ปรงชนิดต่างๆ  ว่านสี่ทิศ  ดอนย่า  (ต้นไม้ที่ใบมันวาว  ใบหนา  และใบด่างทุกชนิด)  ต้นไม้ที่มีลักษณะป่า  เช่น  โมก  เฟิน  ผกากรอง  บานเช้า  พยับเมฆ  เข็มม่วง  (ต้นไม้ที่มีใบหนา  เหี่ยวง่ายเมื่อขาดน้ำ)  ควรกำหนดชนิดของพันธุ์ไม้  ขนาด  และจำนวนต้นไม้ให้ครบและเพียงพอในแปลนด้วย

 

2.4  การออกแบบสนามกอล์ฟเพื่อการดูแลรักษาที่ง่ายและประหยัด 

               

                จากการศึกษาถึงแนวความคิดของงานภูมิทัศน์ในการดูแลรักษาอย่างง่ายและต้นทุนในการดูแลรักษาต่ำของ  ศาสตราจารย์สมจิต  โยธะคง  และรองศาสตราจารย์ ดร.อรรควุฒิ  ทัศน์สองชั้น  ที่ได้ให้แนวความคิดประกอบกับการวิเคราะห์เพื่อการนำมาปรับใช้ในงานดูแลรักษาภูมิทัศน์สนามกอล์ฟ  จึงได้แนวทางในการปฏิบัติดังนี้

                2.4.1  รูปแบบของสนามกอล์ฟที่เป็นระเบียบเรียบร้อย  จะเป็นสนามที่ดูแลรักษาง่ายรวมทั้งการจัดการในด้านต่างๆ  ง่ายกว่าสนามกอล์ฟในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติบนเชิงเขา  โขดหินที่มีพืชพรรณไม้หลากชนิดที่ปลูกกระจัดกระจายทั่วไป

                2.4.2  สนามกอล์ฟที่มีการออกแบบไว้ให้ราบเรียบเปิดโล่ง  มีขอบเขตแน่นอน  จะดูแลง่ายกว่าสนามกอล์ฟที่มีการออกแบบเป็นเนินเตี้ยและลาดชันหลายชั้น  ถ้ามีเนินควรทำให้มีพื้นที่ลาดเอียงพอเหมาะกับการใช้รถตัดหญ้าเข้าไปตัดแต่งได้สะดวก  ส่วนการปลูกต้นไม้หลายๆ กลุ่ม  ในสนามทำให้เกิดซอกเล็กซอกน้อย  ตัดหญ้าลำบาก  และส่งผลถึงการดูแลด้านอื่นๆ  ด้วย

                2.4.3  สำหรับการเตรียมดินที่ดีและถูกต้องในขั้นตอนแรกนั้นส่งผลให้หญ้าและต้นไม้เจริญเติบโตได้ตามปกติ  มีความทนทานต่อโรคและแมลง  ซึ่งถ้าหากมีการเตรียมดินที่ดีแล้วจะให้การจัดการเรื่องวัชพืช  การให้น้ำ  การให้ปุ๋ยน้อยลง

                2.4.4  การจัดระบบระบายน้ำออกจากสนามกอล์ฟ  จะให้ดีด้วยการวางท่อถาวรหรือการทำร่องน้ำพื้นลาดเอียงก็ตาม  จะส่งผลให้สนามไม่มีน้ำขัง  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการด้านอื่นๆ  น้อยลง

                2.4.5  การเลือกพันธุ์ไม้ในสนามกอล์ฟหรือสวนประดับ  ควรกำหนดให้เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวหรือเจริญเติบโตช้า  เป็นต้นไม้หลักในสวนซึ่งอาจเป็นต้นไม้ประจำท้องถิ่นในพื้นที่ก็ได้  ถึงแม้ว่าจะมีราคาแพงไปบ้าง  หากคิดในระยะยาวแล้วคุ้มค่ากว่าไม้ที่เจริญเติบโตเร็วแต่ราคาถูก  ต้องมีการตัดแต่งบ่อยครั้ง  จะทำให้สิ้นเปลืองค่าจ่ายในการดูแลรักษาพืชพรรณในระยะยาว  และยุ่งบากในการดูแลรักษาอีกด้วย

                2.4.6  การออกแบบสวนบริเวณสโมสร  อาคาร  ลานจอดรถ  ทางเดินต่างๆ  ควรมีการกำหนดให้มีพื้นที่  Hard  scape  ให้มากขึ้นในบริเวณที่จำเป็นต้องใช้สถานที่มากกว่าส่วนอื่นๆ โดยหลีกเลี่ยงการปูหญ้า  เช่น  กำหนดเป็นพื้นที่หินกาบ  พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป ฯลฯ  เพราะพื้นที่เหล่านี้มีความคงทนถาวรใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่  แต่ต้องทำการออกแบบลวดลายของพื้นที่ให้มีความสวยงามกลมกลืนกับสนามกอล์ฟและสิ่งก่อสร้างบริเวณโดยรอบด้วย

                2.4.7  การเลือกใช้วัสดุประกอบสนามกอล์ฟและสวนประดับ  สวนพักผ่อน  ให้มีความแข็งแรง  คงทน  ทั้งนี้จะทำให้ไม่ต้องเสียค่าบำรุงรักษาซ่อมแซม  หรือจัดหามาเปลี่ยนใหม่บ่อยๆ  ในกรณีที่วัสดุเหล่านี้ไม่แข็งแรง

                2.4.8  กำหนดพันธุ์ไม้และสนามหญ้าให้เหมาะสมกับความต้องการตามสภาพแวดล้อมของมัน  เช่น  พื้นที่บริเวณแฟร์เวย์  ควรปลูกหญ้าที่โตช้า  ไม่ต้องตัดแต่งบ่อย  เพราเป็นพื้นที่ที่มีพื้นที่มากที่สุด  และในบริเวณสนามสวนประดับของสโมสรควรอยู่ในที่ที่ได้รับแสงแดดได้เต็มที่หญ้าจึงจะมีความสวยงาม  บริเวณที่มีร่มเงามากๆ  ควรปลกไม้คลุมดินแทน

                2.4.9  เส้นทางเดินหรือถนนของรถไฟฟ้าในสนามกอล์ฟ  ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรออกแบบให้เป็นทางเดินแบบแยก  หรือวางแผ่นทางเดินสลับเยื้องไปมา  แล้วมีหญ้าแซมระหว่างทางเดิน  เพราะจะทำให้การตัดหญ้าลำบาก  ควรจะเป็นทางเดินแบบต่อเนื่อง  เลือกใช้วัสดุที่ทนทานต่อแสงแดด  ฝน  ความชื้น  และการเหยียบย่ำ

                2.4.10  กำหนดจุดจ่ายน้ำ  ให้เหมาะสมกับกิจกรรม  การดูแลรักษาและการทำกิจกรรมอื่นๆ  สิ่งเหล่านี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย  ตลอดถึงความแข็งแรงทนทานด้วย

                2.4.11  แผนผังที่ดีต้องระบุตำแหน่งของระบบไฟฟ้า  ระบบท่อจ่ายน้ำ  เพื่อสะดวกต่อการใช้ประโยชน์  เช่น  เครื่องตัดหญ้า  ตัดขอบไฟฟ้า  ตลอดจนการใช้ไฟฟ้าเอนกประสงค์ในการจัดงานหรือการออกรอบยามค่ำคืน  สำหรับการให้น้ำ  ก็จะสะดวกในการใช้หัวฉีดไปติดตั้ง  หรือสายยางเวลารดน้ำต้นไม้  และสนามหญ้า

                2.4.12  การออกแบบให้สนามกอล์ฟให้มีความสะอาดอยู่เสมอ  จะต้องหลีกเลี่ยงการปลูกต้นไม้ที่มีการหลุดร่วงของใบง่าย  กิ่งหักง่าย  ดอกร่วงตลอดเวลา  จะทำให้เกิดปัญหาเป็นอุปสรรคของนักกอล์ฟ  จึงต้องเลือกใช้ไม้ที่ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบบางฤดูกาล

                2.4.13  การตัดแต่งกิ่งต้นไม้มนสนามกอล์ฟ  เพื่อให้แสงและลมพัดผ่านโดยเฉพาะที่มีการปลูกหญ้ารอบๆ  บริเวณการตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้หญ้าได้รับแสงเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

                2.4.14  สนามกอล์ฟที่มีการจัดการที่ดี  ควรมีการล้างเรือนเพาะชำ  สำหรับการเพาะเลี้ยงต้นไม้  ในส่วนต้นไม้ที่โทรมหรือต้นไม้ทดแทนใหม่  เพราะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการหาซื้อหาพันธุ์ไม้มาทดแทน

 

2.5    หลักในการพิจารณาเลือกต้นไม้มาใช้ภายในสนามกอล์ฟ

               

                การเลือกใช้ต้นไม้มาใช้ภายในสนามกอล์ฟ  ก็มีส่วนสำคัญต่อการจัดการที่ง่ายและประหยัดในอนาคตด้วย  ซึ่งหลักในการพิจารณานั้น  จะต้องคำนึงถึงหน้าที่  ลักษณะ  ตำแหน่งของต้นไม้ที่จะนำมาใช้เป็นหลัก  ทั้งนี้เพื่อต้องการใช้เกิดความเหมาะสมในด้านการใช้งาน  ความสวยงาม  และความลงตัวของอุปสรรคสำหรับนักเล่นกอล์ฟ

                การเลือกต้นไม้  โดยพิจารณาถึงหน้าที่  ซึ่งหน้าที่ที่สำคัญของต้นไม้ประกอบไปด้วย  4  อย่าง  คือ  การนำต้นไม้มาใช้ในด้านสถาปัตยกรรม(Architecturl  uses  for  tree)  การนำต้นไม้มาใช้ในด้านความสวยงาม(Aesthetic)  ทางด้านวิศวกรรม(Engineerng)  และในด้านเศรษฐกิจ(Economic)

 

                2.5.1  การนำต้นไม้มาใช้ในด้านสถาปัตยกรรม(Architecturl  uses  for  tree)

 

                                2.5.1.1  การใช้ต้นไม้เป็นอุปสรรคขวางในการเล่นกอล์ฟที่มีลักษณะแบบ  Dogleg  (สนามแบบโค้งงอ  หรือหักมุม)  ต้นไม้จะขัดขวางไม่ให้นักกอล์ฟตีลัดสนามไปยังกรีนได้ง่าย

                                2.5.1.2  ต้นไม้จะช่วยกำหนดและควบคุมทิศทางในการตีให้แก้นักกอล์ฟ

                                2.5.1.3  แนวต้นไม้ทั้งสองข้างของแฟร์เวย์เป็นตัวกำหนดกรอบสายตา  ทำให้สามารถมองเห็นอย่างชัดเจน

                                2.5.1.4  สีเขียวของต้นไม้จะทำให้เห็นลูกกอล์ฟอย่างชัดเจน  ในขณะที่มองออกไปข้างหน้า  ทำให้นักกอล์ฟสามารถกะระยะการตีลูกอย่างแม่นยำ

 

2.5.2           การนำต้นไม้มาใช้ในด้านความสวยงาม(Aesthetic)

 

                                สนามกอล์ฟที่สวยงามทำให้นักกอล์ฟพบเห็นแล้วรู้สึกดี  น่าสนใจ  สร้างความชื่นชอบและสนุกสนานแก่นักกอล์ฟทุกฤดูกาล  ต้นไม้ปละไม้ประดับต่างๆ  จะช่วยทำให้เกิดความงามดังนี้

                                2.5.2.1  ต้นไม้  ไม้ดอกและไม้ประดับจะทำให้ผู้พบเห็นดูแล้วไม่น่าเบื่อ  เมื่อต้องมองดูทั้งสนามที่มีแต่สีเขียวของหญ้าอย่างเดียว

                                2.5.2.2  ต้นไม้เป็นตัวช่วยกั้นสายตาและยังช่วยกรองกลิ่น  เสียงรอบข้างที่มีแต่ความสับสนวุ่นวาย  ซึ่งต้นไม้จะทำให้เกิดบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

                                2.5.2.3  ต้นไม้บางชนิดทำให้เกิดความแตกต่างในฤดูกาล  ทำให้เกิดความรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง  ตลอดจนสีสันต่างฤดูกาลของพันธุ์ไม้อีกด้วย

                                2.5.2.4  ต้นไม้ทำให้เกิดการผสมผสานกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม  ซึ่งทำให้เกิดมุมมองที่สวยงามและทำให้เกิดสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างต้นไม้กับสิ่งแวดล้อมต่างๆ 

 

                2.5.3  การนำต้นไม้มาใช้ทางด้านวิศวกรรม(Engineerng) 

 

                                2.5.3.1  ต้นไม้ช่วยในการควบคุมตำแหน่งและทิศทางในการเล่นกอล์ฟ

                                2.5.3.2  ต้นไม้ช่วยในการกะระยะการตีลูกอย่างแม่นยำ

                                2.5.3.3  ต้นไม้ช่วยบังลมและลดความเข้มของแสง

                                2.5.3.4  ต้นไม้ช่วยลดการกัดเซาะของหน้าดิน

 

2.5.4  การนำต้นไม้มาใช้ในด้านเศรษฐกิจ(Economic)

 

                                ต้นไม้ในสนามกอล์ฟ  สามารรถเป็นเชื้อเพลิง  ผลบางชนิดทานได้  บางอย่างสามารถนำมาทำสิ่งก่อสร้างต่างๆ  นำมาทำเฟอร์นิเจอร์  มาทำเป็นปุ๋ยหมักและช่วยให้มูลค่าของที่ดินสูงขึ้น

 

2.6  การเลือกต้นไม้มาใช้โดยพิจารณาถึงตำแหน่งของต้นไม้

 

                การเลือกต้นไม้ให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ใช้  เพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการใช้งาน  และไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อโครงสร้างของสนามและเกมส์การเล่นกอล์ฟ  ตำแหน่งที่นำมาพิจารณาได้แก่  บริเวณบนกรีน  แท่นทีออฟ  แฟร์เวย์  และรัฟ

 

2.6.1           การปลูกต้นไม้บริเวณกรีน

 

                          ต้นไม้ที่ปลูกบริเวณกรีน  ไม่ควรรบกวนการเจริญเติบโตของงหญ้าบนกรีน  ควรมีลักษณะของรากที่หยั่งลึกลงสู่ดิน  มีร่มเงาน้อย  ทนต่อโรคและแมลงได้เป็นอย่างดี  ควรเลือกต้นไม้ที่มีกิ่งก้านที่ค่อนข้างสูง  ไม่รบกวนต่อการเล่นกอล์ฟ  ควรอยู่ห่างจากกรีนอย่างน้อยประมาณ  10  เมตร

2.6.2           การปลูกต้นไม้บริเวณแท่นทีออฟ

 

                        การเลือกต้นไม้มาใช้บริเวณแท่นทีออฟ  จะแตกต่างจากกรีนต้นไม้ที่ใช้ในบริเวณแท่นทีออฟควรจะมีกิ่งก้านและใบที่มากกว่า  กิ่งไม่ควรต่ำเกินไปเพราะอาจจะขวางการตีของนักกอล์ฟได้

 

2.6.3           การปลูกต้นไม้บริเวณแฟร์เวย์

 

                          การปลูกต้นไม้บริเวณแฟร์เวย์เพื่อใช้ประกอบเป็นยุทธวิธีการเล่นกอล์ฟ  โดยจะอยู่ตำแหน่งที่เหมาะสม  ส่วนใหญ่จะใช้ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่  มีทรงพุ่มที่สวยงาม  เพราะการใช้ต้นไม้ขนาดเล็กหรือไม้พุ่มกับพื้นที่บริเวณแฟร์เวย์ในระยะ  50  หลา  จะกระทบกระเทือนต่อการเล่น  ต้นไม้ที่นำมาใช้ควรอยู่ถัดออกมาจากขอบของแฟร์เวย์จึงจะดีที่สุดและให้อยู่ในระยะที่เหมาะสม

 

2.6.4           การปลูกต้นไม้บริเวณรัฟ

 

                          การปลูกต้นไม้บริเวณนี้รวมทั้งไม้พุ่มต่างๆ  สามารถปลูกบริเวณรัฟได้  โดยขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  ในสนามกอล์ฟ  การเลือกต้นไม้หรือไม้พุ่มมาใช้ในบริเวณรัฟ  จะพิจารณาถึง  สี  รูปทรง  ลักษณะของใบ  ความสามารถในการปลูกเป็นกลุ่มหรือนำมาใช้เป็นอุปสรรคขัดขวางในการเล่นกอล์ฟ  ควรให้แสงผ่านทรงพุ่มสู่สนามหญ้าได้อย่างน้อย เพื่อให้หญ้าปราศจากโรคและแมลง  รวมถึงการเลือกต้นไม้ที่มีใบร่วงน้อยที่สุด

 

2.7  หลักการจัดการหญ้าสนามกอล์ฟ

 

                ในปัจจุบันหญ้าที่นิยมปลูกในสนามกอล์ฟของประเทศไทยมีอยู่  2  สกุล  ด้วยกันคือ  สกุลหญ้าแพรก(Cynodon spp.)  และสกุลของหญ้าซอยเซีย(Zoysia  spp.)  ในส่วนของหญ้าแพรกที่นิยมปลูกพันธุ์ ทิฟดรอฟ  (Tifdwarf)ซึ่งเป็นหญ้าแพรกลูกผสม  มีเอกลักษณ์เฉพาะคือมีข้อและปล้องสั้นเหมาะแก่กรีนและแท่นทีออฟ  ส่วนพันธุ์ทิฟกรีน328  (Tifgreen 328)  ซึ่งเป็นหญ้าแพรกลูกผสมเช่นเดียวกันเหมาะสำหรับปลูกบนกรีนและแท่นทีออฟเช่นกัน  ส่วนพันธุ์ ทิฟเวย์  419  นิยมปลูกบนแฟร์เวย์และรัฟ  สำหรับหญ้าแพรกธรรมดา  (Commonbermudagrass)  ยังไม่นิยมใช้อย่างจริงจัง  แต่มีแนวโน้มที่จะมีผู้นำมาใช้ปลูกบนพื้นที่บริเวณรัฟในประเทศไทยมากขึ้น

 

 

                2.7.1  การจัดการหญ้าบนกรีน

                       

                          กรีน  คือหัวใจสำคัญของสนามกอล์ฟ  จึงต้องการความเป็นพิเศษในทุกๆ  ด้าน  นับตั้งแต่  แบบก่อสร้าง  พันธุ์หญ้า  ระบบการให้น้ำ  ระบบการระบายน้ำ  การดูแลรักษาที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ

2.7.1.1  พันธุ์หญ้าบนกรีน

หลักการคัดเลือกพันธุ์หญ้าที่จะนำมาปลูกบนกรีนนั้น  ควรยึดหลักด้านคุณภาพของหญ้า  ดังนี้  คือ

1)  ต้องมีความหนาแน่น

2)  ต้องมีความสม่ำเสมอ

3)  ต้องมีความเรียบ

4)  ต้องมีความยืดหยุ่นได้ดี

5)  ทนต่อการถูกตัดสั้นได้ดี

6)  มีความทนทานต่อการเหยียบย่ำ

7)  มีการเจริญเติบโตช้า

                  สำหรับพันธุ์ที่นิยมใช้กันในประเทศไทยที่อยู่ในสกุลหญ้าแพรก  คือ  พันธุ์Tifdwarf  และ  พันธุ์Tifgree 328  ส่วนในสกุลซอยเซีย  คือ  หญ้าญี่ปุ่น  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสม  ทั้งนี้พันธุ์หญ้าได้ถูกผสมหรือถูกคัดเลือกเพื่อปลูกบนกรีน  ดังนั้น  การคัดเลือกคุณสมบัติต่างๆ  จึงมุ่งเน้นตอบสนองต่อการใช้งานบนกรีนได้ดีที่สุด

                                  2.7.1.2  วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการบำรุงรักษากรีน

                                  วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ  ที่จะต้องจัดเตรียมไว้  มีดังนี้

                                                 1)  เครื่องตัดหญ้าชนิดเดินตามใบมีดพวง  (Push  behind  reel  mower)

                                                 2)  เครื่องตัดหญ้าชนิดใบมีดพวง  3  ชุด  (3- Gang  riding  reel  mower)

                                                 3)  เครื่องเจาะกรีน  (Coring  machine)

                                                 4)  เครื่องโรยทราย  (Topdressing  machine)

                                                 5)  เครื่องใส่ปุ๋ยเดินตาม (Push  behind  fertilzer  spreader)

                                                 6)  เครื่องแซะหญ้า  (Sodding  machine)

                                                 7)  เครื่องตัดขอบ  (Edging  machine)

                                                 8)  ชุดสะกิดผิวหญ้า  (Grooming  set)

                                                9)  ชุดสะกิดผิวกรีน  (Spiking  or  slicing set)

                                                10)  ชุดแปรงหญ้า  (Brushing  set)

                                                11)  ลูกกลิ้งเล็ก  (Small  rolling  set)

                                                12)  ชุดเก็บตัวอย่างดิน  (Soil  sampling  kid)

                                                13)  ชุดตรวจสอบคุณภาพน้ำ  (Water  quality  test  kid)

                                                14)  เครื่องพ่นยา  (Knapsack  sprayer)

                                                 15)  คราดมือ  (Hand  rake)

                                                 16)  ไม้กวาด  (Hand  broom)

                                                17)  ที่แซะวัชพืช  (Hand  weeding  tool)

                                                18)  ชุดซ่อมบำรุงสนาม  (Repair  set  kit)

                                                19)  เข่ง  (Bamboo  basket)

                                                20)  เชือกไนล่อน  (Nylon  rope)

                                                21)  ทรายและปุ๋ยหมัก  (Sand  and  Compost)

                                                22)  ปุ๋ย  (Fertilizer)

                                                23)  วัสดุปรับปรุงดิน  (Soil  amendments)

                                                24)  ตะแกรง  (Drag  mat)

                                                 25)  เครื่องเป่าเศษหญ้า  (Grass  blower)

                                                26)  เครื่องวัดความเร็วลูกกอล์ฟ  (Stimpmeter)

                                                 27)  เครื่องวัดความเป็นกรดด่างของดิน  (pH)

                  2.7.1.3  การตัดหญ้าบนกรีน

                                 ในการตัดหญ้าบนกรีนนั้นไม่มีผู้ใดสามารถระบุเป็นกฎตายตัวที่แน่นอน  เพราะหลักการและวิธีการตัดหญ้าบนกรีนนั้นจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไป  แม้แต่กรีนที่อยู่ในสนามเดียวกันก็ยังมีความแตกต่างในการตัดได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น  สภาพของดิน  ชนิดของหญ้า  หรือความบอบช้ำเนื่องมาจากการเล่นกอล์ฟของนักกีฬา  ซึ่งผู้ดูแลรักษาต้องทำการศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลกระทบและต้องเป็นคนช่างสังเกต  จะได้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลง  เพื่อทำการจัดการ  และปรับปรุงการดูแลให้กรีนมีความสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา

                                   สำหรับการตัดหญ้านั้น  Beard (1982)  ได้ให้คำแนะนำกว้างๆ  ไว้ว่า  ให้ตัดทุกวันและตัดสั้นประมาณ  4.8 – 7.5  มิลลิเมตร  สำหรับหญ้าเบอร์มิวด้าร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่  2.1  การตัดหญ้าบนกรีน

 

                                   อรรควุฒิ  (2538)  ได้รายงานผลการศึกษาถึงระดับความเหมาะสมของการตัดหญ้าเบอร์มิวด้าร์  พันธุ์  Tifdwarf  (เป็นหญ้าลูกผสมะหว่างหญ้าแพรกธรรมดากับหญ้าแพรกอาฟริกา)  ที่นิยมใช้ปลูกบนกรีนในประเทศไทย  ซึ่งสามารถสรุปเป็นแนวทางการปฏิบัติในการตัดหญ้าบนกรีนได้    (ดังตารางที่  2.1 )

ตารางที่ 2.4  แสดงระดับการตัดหญ้าในแต่ละช่วงเดือน

 

ช่วงเดือน

ระดับการตัด (มิลลิเมตร)

พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์  (ช่วงของฤดูหนาว)

5.0 – 5.5

มีนาคม – พฤษภาคม  (ช่วงของฤดูร้อน)

5.5 – 6.0

มิถุนายน – ตุลาคม  (ช่วงของฤดูฝน)

4.5 – 5.0

                                 

2.7.1.4  การใส่ปุ๋ยกรีน

                                กรีนที่ใช้ปลูกหญ้าบริเวณกรีนอาจเรียกว่าเป็นดินทรายเกือบ  100 %  ทำให้การดูดซึมธาตุอาหารมีประสิทธิภาพต่ำ  ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับหญ้าที่ใส่ลงไป  ส่วนใหญ่จะถูกละลายซึมไปกับน้ำ  โดยที่รากยึดเอาไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ดังนั้นการใส่ปุ๋ยหญ้าบนกรีนก็คือ  การใส่ครั้งละน้อยๆ  แต่บ่อยๆ  โดยเฉพาะปุ๋ยจำพวกปลดปล่อยเร็ว เช่น  แอมโมเนียมซัลเฟต  (21-0-0)  ยูเรีย  (46-0-0)  หรือปุ๋ยพวกสูตรสมบูรณ์  (16-8-14)  เป็นต้น  แต่ถ้าเป็นปุ๋ยปลดปล่อยช้าจำนวนครั้งของการใส่ปุ๋ยก็จะแตกต่างกันออกไป

ปริมาณการใส่ปุ๋ยนั้น  ต้องกระทำโดยหลักการ  คือ  ต้องวิเคราะห์ว่ามีความเป็นกรดเป็นด่าง  (pH)  อย่างไร  มีธาตุอาหารอย่างไรบ้าง  เท่าไร  แล้วจึงนำไปวิเคราะห์ทางวิชาการ  จะทำให้เราทราบว่าในดินที่เราส่งไปวิเคราะห์นั้น  ต้องการธาตุอาหารใดเสริม  เราจึงจะทำการจัดหาได้ถูกต้อง  เพื่อที่จะทำให้ดินในสนามของเรามีความอุดมสมบูรณ์ส่งผลให้หญ้าเจริญเติบโต  มีความสวยงามมากขึ้น

2.7.1.5  วิธีการใส่ปุ๋ย

                                สำหรับปุ๋ยเม็ด  ควรใส่ด้วยเครื่องหว่านชนิดเดินตาม  ภายหลังจากการใส่ปุ๋ยต้องรีบให้น้ำทันที ประมาณ 5 นาที  ถ้าใส่ปุ๋ยเม็ดที่มีเม็ดค่อนข้างโตหลังจากให้น้ำแล้วต้องหาไม้กวาด  กวาดบนกรีนจนสังเกตเห็นเม็ดปุ๋ยแตกตัวดีแล้ว  จึงให้น้ำซ้ำอีกครั้งหนึ่งประมาณ 5 นาที  เพื่อให้ปุ๋ยถูกน้ำชะลงไปอยู่ที่ผิวดิน  ควรให้ปุ๋ยตอนบ่ายแก่ๆ  ประมาณ  16.00 น.  เป็นต้นไป  เช้าวันรุ่งขึ้นให้น้ำซ้ำอีกครั้งหนึ่ง  ปัญหาเรื่องหญ้าบนกรีนมีสีน้ำตาลเป็นจุดๆ  เนื่องจากเม็ดของปุ๋ยที่ตกค้างบนต้นและใบหญ้าก็จะไม่ปรากฏ  ควรเลือกขนาดของเม็ดปุ๋ยให้มีขนาดเล็กพอที่จะแทรกตัวลงไประหว่างต้นและใบหญ้าลงสู่พื้นดินได้ง่าย  ไม่เช่นนั้นแล้วเวลาตัดหญ้าเม็ดปุ๋ยเหล่านี้อาจจะกระเด็นไปในกล่องใส่เศษหญ้าก็จะทำให้เกิดการสูญเสียโดยไม่สมควร 

2.7.1.6  ความถี่ของการใส่ปุ๋ย

                                สำหรับพื้นที่ในประเทศไทย  ซึ่งอยู่ในเขตร้อนการใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่ครั้งละน้อยๆ  แต้บ่อยครั้ง  เพราะอาจช่วยลดอัตตราการสูญเสียของปุ๋ยในแต่ละครั้ง

 

ตารางที่ 2.5  แสดงความถี่ของการใส่ปุ๋ยในแต่ละช่วงเดือน

 

ฤดูกาล

ช่วงเดือน

ความถี่ของการใส่ปุ๋ย

หนาว

พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์

ใส่ทุก 5 -7 วัน

ร้อน

มีนาคม – พฤษภาคม

ใส่ทุก 3 – 5 วัน

ฝน

มิถุนายน - ตุลาคม

ใส่ทุก 7 – 10 วัน

 

                                  2.7.1.7  การให้น้ำบนกรีน

                                                 หลักเกณฑ์การให้น้ำบนกรีน  ไม่ควรกำหนดเป็นตารางปฏิบัติตายตัวว่าต้องให้วันละกี่ครั้ง  แต่ละครั้งต้องใช้เวลาการให้เท่าไร  เพราะการพิจารณาจำนวนครั้งและอัตตราการให้น้ำนั้นจะต้องอาศั  ยข้อมูลเรื่องสภาพของกรีน  วัน  เวลา  แลฤดูกาล  ประกอบการปฏิบัติด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 2.2 การให้น้ำบนกรีนโดยระบบสปริงเกอร์Pop  up

                                                 

อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่มีการให้น้ำควรให้ถึงระยะอิ่มตัวที่กรีนจะรองรับได้  อย่าให้น้ำขังแฉะอยู่บนกรีนเป็นเวลานานๆ  เพราะอาจทำให้ดินแน่นตัวเร็ว  ระบายน้ำได้ไม่ดี  ในการให้น้ำในช่วงฤดูร้อนอาจต้องทำการเพิ่มการให้น้ำเป็นสองเท่า  เพื่อเป็นการช่วยรักษาความชื้นของผิวกรีน  ควรให้น้ำตั้งแต่หัวค่ำ  เพื่อที่จะให้น้ำบนผิวกรีนสามารถซึมลงไปสู่ชั้นล่าง  ผิวกรีนทีแฉะเมื่อถูกเหยียบย่ำจะทำให้แน่นเร็ว  ลุกกอล์ฟตกก็จะทำให้เป็นรอยบุ๋มง่าย  ถ้าปล่อยให้ผิวกรีนชื้นแฉะตลอดทั้งคืน  จะทำให้สภาพของกรีนเหมาะต่อการแพร่กระจายตัวของเชื้อโรคต่างๆ  บางครั้งการให้น้ำบางๆ  ในตอนเช้ามืดแล้วทิ้งระยะไว้  1 – 2  ชั่วโมง  ก่อนเริ่มทการตัดหญ้าบนกรีนจะช่วยชะล้างละอองน้ำและสารต่างๆ  ที่คายออกมาจากใบให้ลงไปในดิน  เป็นผลให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมที่แบคทีเรียและเชื้อราจะแพร่ขยายตัวได้อีกด้วย

2.7.1.7      การควบคุมวัชพืชบนกรีน

                การกำจัดวัชพืชนั้น  มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน  คือ  การใช้สารเคมี  การใช้

เครื่องจักร  การใช้เครื่องมือหรือแรงงานคนก็ได้  แต่สำหรับพื้นที่บนกรีนนั้นหากการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องแล้ว  โอกาสที่วัชพืชจะขึ้นมานั้นเป็นไปได้ยาก  การกำจัดวัชพืชบนกรีนด้วยแรงคนจะเหมาะสมกว่าการใช้สารเคมี  เนื่องจากความไม่คุ้มค่าต่อพื้นที่จำกัด  บางกรณีการกำจัดโดยวิธีการแซะหญ้าอาจไม่ทันการ  เพราะต้องการรีบจัดการแซะหญ้าออกเป็นแผ่น  ดังนั้นอาจต้องมีการใช้พลั่วแบ่งหรือเครื่องแซะหญ้าในการกำจัดก็ได้  ส่วนหญ้าที่ถูกแซะออกไปนั้น  ต้องมีการนำหญ้าที่แซะมาจากกรีนเดียวกันมาแปะตรงช่องโหว่  สนามกอล์ฟทุกสนามจึงควรมีแปลงขยายพันธุ์หญ้ากรีนเอาไว้ไม่น้อยกว่า 100  ตารางเมตร  เพื่อใช้ในการซ่อมแซมกรีนเวลาที่มีการกำจัดวัชพืช

2.7.1.8      การควบคุมโรคและแมลง

                                                  กรีนส่วนใหญ่จะต้องได้รับการดูแลอย่างดีอยู่ตลอดเวลา  การตรวจสอบอยู่เสมอและรีบจัดการแก้ไขทันทีเมื่อพบปัญหาจะช่วยทำให้ปัญหาโรคและแมลงลดน้อยลงไปได้  ดังนั้นผู้ดูแลจะต้องมีความรู้เป็นอย่างดีและเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลา  เพราะโรคบาสงชนิดแพร่กระจายเร็วมาก  โรคบางชนิดมีแมลงเป็นพาหะ การควบคุมโรคและแมลงตั้งแต่เนิ่นๆ  จะช่วยลดอัตตราการเกิดโรคอีกทางหนึ่ง  การใช้สารเคมีป้องกันเป็นระยะเวลานานไม่สมควรอย่างยิ่ง  เพราะว่าจะทำให้แมลงเกิดการดื้อยาและยังทำให้มีสารพิษตกค้างอีกด้วย  การใช้ทุกครั้งต้องมีการจดบันทึกรายละเอียดทุกครั้งเพื่อเป็นข้อมูลในขั้นต่อไป

2.7.1.9       การเสริมผิวกรีน

                                                วัตถุประสงค์ของการเสริมผิวกรีนก็เพื่อลดปัญหาการทับถมของชั้นเศษหญ้า  เนื่องจากเวลาตัดหญ้าแล้วทำความสะอาดใบไม่หมดหรือใบชั้นล่างถูกใบชั้นบนบังแสงจนเหลืองตาย  เศษหญ้าเหล่านั้นก็จะทับถมเป็นชั้นดินใหม่ซึ่งจะทำให้การระบายน้ำและการส่งผ่านของสารอาหารลงไปเลี้ยงรากได้ลำบาก  การเสริมผิวกรีนยังช่วยให้สภาพกรีนเรียบอีกด้วย  หลีกในการเสริมผิวกรีนนั้นควรยึดหลัดที่ว่าเสริมแต่ละครั้งทีละน้อย  ดินที่ผสมจะต้องเป็นดินที่แห้งหรือทรายที่มาตรฐานเท่ากับดินเดิมที่ใช้ปลูกหญ้าบนกรีน  ขนาดที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงเม็ดขนาดกลางและหยาบ  0.25 – 1.00  มิลลิเมตร  (80% )  นอกจากนั้นควรมีขนาด  0.1 – 0.24  มิลลิเมตร  (15%)  ควรเสริมผิวกรีนบ่อยๆ  ครั้ง  อาทิทตย์ละ 1 – 2 ครั้ง  เพื่อป้องกันการเกิดความแตกต่างของดินชั้นบนกับดินชั้นล่าง

                                                  วิธีการเสริมผิวกรีนนั้นอาจทำได้ด้วยการใช้คนหว่าน  แต่วิธีการนี้จะทำให้หว่านไม่สม่ำเสมอ  ควรใช้เครื่องสริมผิวกรีน (Topdressing  machine)  จะช่วยให้การกระจายตัวของดินผสมมีความสม่ำเสมอดีกว่าการใช้ดินผสม  0.25  ตารางเมตรต่อพื้นที่กรีน  1,000  ตารางเมตร (เท่ากับเสริมผิวกรีนแต่ละครั้ง  ครั้งละ  0.063  มิลลิเมตร)  ก่อนเสริมผิวกรีนควรตัดหญ้าบนกรีนตามปปกติ  หลังจากมีการปรับผิวกรีนแล้วให้น้ำตามปกติ  แต่ระวังอย่าให้น้ำจนกรีนถึงจุดอิ่มตัวเกินไป  เพราะอาจทำให้เหน้าดินที่เสริมใหม่ไหลลงไปรวมตัวกันในที่ต่ำจนกดลายเป็นปัญหาน้ำขังได้                        2.7.1.11  การเจาะกรีน

                                                   วัตถุประสงค์ของการเจาะกรีน   (Coring)  หลักๆ  ก็คือ  การลดการอัดแน่นของกรีน  ช่วยให้กรีนระบายอากาศดีขึ้น  สามารถระบายน้ำและถ่ายเทของเสียภายในกรีนได้ดีขึ้น  นอกจากนั้นยังช่วยขจัดปัญหาการสะสมของชั้นเศษหญ้า  (Thatch)  และตะไคร่น้ำ  (Algae)  อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยได้อีกด้วย  เครื่องมือหลักๆ  ที่ใช้มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดด้วยกัน ดังนี้คือ

                                                   1)  เครื่องเจาะเดือยสั้น  (Coring  machine)

                                                        การทำงานของเครื่องมือชนิดนี้  คือ  เครื่องจะทำการเจาะเอาดินขึ้นมา  เดือย  (Tine)  ที่มีใช้ทั้งชนิดเดือยกลวง  (Hollow  tine)  และเดือยตัน  (Solid  tine) สามารถตั้งเจาะกรีนได้ลึก 5 – 7.5  เซนติเมตร  (2 – 3 นิ้ว)  ความกว้างของรู 13 – 16  มิลลิเมตร  (1/2 – 5/8 นิ้ว)  ตั้งระยะห่างรูที่  5  เซนติเมตร  (2 นิ้ว)  ถ้าต้องการให้ห่างกว่านั้นก็ให้ถอดเดือยออกสลับกัน  ก็จะได้ระยะห่างที่  10  เซนติเมตร  (4นิ้ว)  โดยทั่วๆ  ไปแล้วสำหรับการเจาะกรีน  เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการอัดแน่นของกรีนระดับหนึ่ง  ควรใช้เดือยกลวงจะเหมาะสมกว่า  เพราะเดือยชนิดนี้จะทำให้ดินตรงบริเวณที่เดือยเจาะลงไปถูกดึงขึ้นมาอยู่ตรงบริเวณผิวกรีน   ทำเกิดรูกลวงบนกรีน  ดินที่เจาะขึ้นมาบนกรีนนั้น  ถ้ามีคุณภาพดี  คือ  มีเม็ดที่ได้ขนาดมาตรฐานก็อาจจะเพียงแยกเอาอินทรียวัตถุออกจากดิน  แล้วใช้คราดมือหรือตะแกรงแผ่นลากปรับดินกลับลงไปอุดจนรูเต็ม  แต่ถ้าดินนั้นไม่ได้มาตรฐาน  ควรทำการเปลี่ยนดินผสมชุดใหม่  ควรหว่าปุ๋ยก่อนทำการเสริมผิวกรีนเพื่อที่ว่าปุ๋ยนั้นจะได้ตกลงไปอยู่ในรูกลวงระดับเดียวกับหญ้า  ทำให้หญ้าได้รับปุ๋ยเต็มที่

                                                    2)  เครื่องเจาะเดือยยาว  (Verti – drain  machine)

                                                          เมื่อพบว่าปัญหาของกรีนแน่นระบายน้ำไม่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเพราะบริเวณของชั้นบน  ประมาณ 5 – 10  เซนติเมตร  เท่านั้น  แต่เกิดขึ้นทั้งชั้นของกรีนและยังพบว่ามีปัญหาเรื่องของคุณภาพดินบนกรีนอีกด้วย  จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องเจาะดินที่สามารถปรับระดับเจาะลึกลงไปได้ตั้งแต่ 5 – 40 เซนติเมตร  (2 – 16 นิ้ว)  ซึ่งเดือยที่ใช้อยู่มี 2 ชนิด  คือ เดือยชนิดกลวง  เจาะได้ลึกประมาณ  25  เซนติเมตร  และชนิดตันเจาะได้ลึก 40  เซนติเมตร  ขนาดของเดือยประมาณ 2 – 2.5  เซนติเมตร  ระวังอย่าเจาะลึกเกินกว่า  25  เซนติเมตร  เพราะจะกระทบกระเทือนถึงชั้นทรายหยาบ  (Chokerlayer)  อาจจะทำให้เกิดปัญหากรีนแห้งเร็วกว่าปกติได้  การเสริมดินควรกระทำทันทีหลังจากการขนดินที่เจาะขึ้นมาทิ้งหมดแล้ว  จากนั้นใส่ปุ๋ยกลบให้เรียบร้อยแล้วทำการให้น้ำ  โดยการให้เครื่องมือชนิดนี้จะทำให้กรีนไม่อยู่ในสภาพที่จะพัตลูกกอล์ฟได้ไม่น้อยกว่า  3 วัน

                                                 3)  เครื่องเจาะอัดลม  (Hydroje  machine)

                                                         เครื่องเจาะชนิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้บนกรีนที่มีปัญหาเกินกว่าที่เครื่องเจาะชนิดเดือยสั้นจะทำได้  โดยเมื่อใช้เครื่องเจาะชนิดอัดลมแล้ว  กรีนจะอยู่ในสภาพที่พัตลูกได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องผิวกรีนไม่เรียบ  เครื่องชนิดนี้สามารถเจาะกรีนได้ตั้งแต่ 10 – 25  เซนติเมตร  (4 – 10 นิ้ว)  สามารถแก้ปัญหาการเกิดชั้นดินใต้กรีนได้เป็นอย่างดีรวดเร็ว  หลังจากการใช้เครื่องมือชนิดนี้แล้วยังต้องมีการใส่ปุ๋ยและเสริมดินเช่นเดียวกับการใช้เครื่องมือชนิดอื่นๆ  แต่การทำงานของเครื่องมือชนิดนี้จะทำงานได้มีคุณภาพและรวดเร็วกว่า

                                                        

 

 

                  

 

 

ภาพที่ 2.3  การเจาะกรีน

                                  2.1.7.12  การสะกิดผิวกรีน

                                                   หญ้าบนกรีนที่มีความสมบูรณ์อยู่แล้วนั้น  จะไม่มีปัญหาเรื่องการระบายน้ำมากนัก  แต่ก็จะมีปัญหาในเรื่องของการที่น้ำซึมผ่านชั้นของลำต้นบนดินและลำต้นใต้ดินได้ช้า  เนื่องจากหญ้าที่งอกขึ้นมานั้น  มีความหนาแน่นมากเกินไป  ดังนั้น  การใช้เครื่องสะกิดผิวกรีน  (Spiking  or  Slicingmachine)  จะช่วยให้น้ำสามารถซึมผ่านชั้นหญ้าได้ง่าย  เพราะใบมีดซึ่งเป็นแผ่นบางๆ  รูปร่างคล้ายดาว  จะทำการสะกิดหญ้าตามแนวตั้งของลำต้นใต้ดินจนเกิดช่องว่างระหว่างหญ้า  การใช้เครื่องมือชนิดนี้  จะทำหน้าที่ช่วยในการบรรเทาและแก้ไขปัญหาการเกิดชั้นเศษหญ้าได้ดีก็จริงจะต้องทำควบคู่กับวิธีอื่นๆ  ด้วย  จึงจะได้ผลงานที่ดีออกมา

                                  2.7.1.13  การสะกิดผิวหญ้า

                                                    การทำงานของเครื่องมือสะกิดผิวหญ้า  แตกต่างจากเครื่องมือสะกิดผิวกรีนตรงที่  เครื่องมือนี้พัฒนาขึ้นมาให้มีใบมีบางร่องสัน  เพื่อจะทำการสะกิดตัดเฉพาะส่วนตัวลำต้นหญ้าที่อยู่เหนือดินเป็นส่วนใหญ่  ใบมีดจะสะกิดไม่ถึงลำต้นใต้ดินดังเช่นการทำงานของเครื่องมือสะกิดกรีนที่มีใบมีดหนากว่า  ภายหลังการใช้เครื่องมือสะกิดผิวหญ้าแล้วจะเห็นเป็นร่องยาวตื้นๆ  คล้ายร่องที่เกิดขึ้นหลังการหวีผม  ร่องนี้ทำให้การพัตลูกได้ดีขึ้น  เพราะการสะกิดหญ้าวิธีนี้จะทำให้เกิดการเจริญตามแนวราบของลำต้นกระทบกระเทือน  เนื่องจากถูกตัดขาดแยกจากกัน  ซึ่งทำให้เกิดการแตกต้นตามข้อขึ้นใหม่อีกมาก  ความละเอียดของใบภายหลังการตัดเรียบเท่าไร  ก็จะทำให้ลูกวิ่งบนผิวหญ้านั้นๆ  ได้เร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้  การสะกิดผิวหญ้าจึงควรที่จะกระทำอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับวิธีการปฏิบัติในการดูแลวิธีอื่นๆ  ด้วย  เพื่อจะทำให้ได้ภาพของกรีนที่ดีที่สุด

2.7.1.14     การซอยหญ้า

                                                     เครื่องมือสะกิดผิวกรีน  เครื่องมือสะกิดผิวหญ้า  และเครื่องมือซอยหญ้ามีหลักการทำงานเช่นเดียวกัน  คือ  ตัดหญ้าตามแนวตั้ง  แต่การทำงานของเครื่องซอยหญ้าค่อนข้างจะหยาบกว่าเครื่องมือสะกิดผิวกรีน  เพราะจะกินหญ้าได้ลึกกว่าเครื่องสะกิดกรีนเหมาะสมที่จะใช้

ไขปัญหาการสะสมของเศษชั้นหญ้าแล้วยังช่วยควบคุมการเรียงตัวของลำต้นและใบหญ้าให้อยู่ในทิศทางที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อแนววิ่งของลูกกอล์ฟอีกด้วย

 

                2.7.2  การจัดการหญ้าบนแท่นทีออฟ

                         

                          แท่นที  คือ    บริเวณตั้งลูกเพื่อเริ่มเล่น  บริเวณนี้โดยรอบนิยมจัดสวนไม้ประดับคลุมดิน  เพื่อให้ดูสวยงาม  ซึ่งแนวทางในการจัดการมีดังนี้

 

                           2.7.2.1  พันธุ์หญ้าที่ใช้บนทีออฟ

                                          หลักการในการเลือกพันธุ์หญ้าสำหรับปลูกบนทีออฟ  คือ

                                           1)  ต้องฟื้นตัวและเจริญเติบโตเร็ว

                                           2)  มีความหนาแน่น

                                           3)  ต้องมีความสามารถในการยืดตัว

                                           4)  ทนต่อการถูกตัดสั้นได้ดี

                                           5)  มีความทนทานต่อการถูกเหยียบย่ำ

                                           ซึ่งคุณสมบัติของหญ้าดังกล่าวมีอยู่ในหญ้าทั้งสองสกุล  คือ  หญ้าแพรก และหญ้าซอยเซีย

                            2.7.2.2  วัสดุอุปกรณ์ในการบำรุงรักษา

                                            วัสดุอุปกรณ์สำหรับดูแลกรีน  สามารถนำมาใช้ในการดูแลรักษาทีออไดอย่างเหมาะสม  เพียงแต่ต้องเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น  เพื่อสามารถแบ่งมาใช้งานบนทีออฟและกรีนได้ทันทั้งสองฝ่าย        

                             2.7.2.3  การตัดหญ้าบนทีออฟ

                                             การตัดหญ้าบนทีออฟควรตัดวันเว้นวัน  แต่ถ้าตัดได้ทุกวันยิ่งดี  เศษหญาเก็บทิ้ง  ถ้าเป็นหญ้าเบอร์มิวด้าร์ระดับการตัดตั้งแต่  8 – 10 มิลลิเมตร  แต่ถ้าเป็นหญ้าซอยเซียระดับการตัดควรเป็น  10 – 12  มิลลิเมตร  ทั้งนี้เพราะโดยเฉลี่ยแล้ว  หญ้าเบอร์มิวด้าร์โดยเฉพาะลูกผสมทนต่อการตัดสั้นได้ดีกว่าหญ้าซอยเซียที่ปลูกบนทีออฟ  การตัดทีออฟสั้นหรือยาวเกินไป  นอกจากจะมีผลต่อความเหมาะสมของการใช้งานแล้วยังมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรากและลำต้นด้วย

                                           เครื่องมือที่ใช้ตัดหญ้าบนทีออฟนั้นเป็นเครื่องตัดหญ้าชนิดคนเดินตามใบมีดพวงหรือชนิดคนนั่งขับใบมีด 3 พวงก็ได้  ถ้าเลือกใช้ชนิดคนเดินตามก็จะใช้งานช้ากว่าชนิดคนนั่งขับ  แต่ความละเอียดของงานที่ได้  เครื่องตัดหญ้าชนิดเดินตามจะดีกว่า

2.7.2.4      การใส่ปุ๋ยทีออฟ

                                              เนื่องจากทีออฟเป็นบริเวณที่หญ้ามักจะได้รับความกระทบกระเทือนมากที่สุด  ไม่ว่าจะเกิดการเหยียบย่ำ  ถูกไม้กอล์ฟตีขอบหญ้า  หรือตีขุดเอาหญ้าออกไปเป็นกระจุก  เรียกว่า  ดิวอด  (Divot)  ดังนั้น  การใส่ปุ๋ยทีออฟต้องมีการระมัดระวังเป็นพิเศษ  การใส่ปุ๋ยที่ให้แต่ธาตุอาหารไนโตรเจนเพียงอย่างเดียวจะทำให้ได้เพียงสีของหญ้า  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ธาตุอาหารหลัก  เช่น  ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมร่วมด้วย  เพื่อเสริมสร้างให้หญ้ามีใบและรากที่แข็งแรง  ในการให้ปุ๋ยนั้นควรจะใส่บ่อยครั้งในปริมาณที่น้อยจะดีกว่าให้มากแต่นานครั้งให้  เพราะว่าดินที่ใช้ปลูกโดยมากแล้วจะเป็นทราย  ทั้งนี้นักดูแลต้องตั้งตนเป็นผู้สังเกตการณ์และผู้เก็บข้อมูลด้วย

 

2.7.2.5      การให้น้ำบนทีออฟ

                                                 หลักการให้น้ำบนทีออฟไม่แตกต่างจาการให้น้ำบนกรีนมากนัก  แต่บนทีออฟควรจะให้แค่พอชุ่มไม่ถึงกับแฉะ  จำนวนครั้งของการให้น้ำและการให้ในแต่ละครั้งนานเท่าใดขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ  ดังนั้นการให้น้ำบนทีออฟจนกระทั่งแฉะอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง  เพื่อเป็นการชะล้างเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากทีออฟอย่างสม่ำเสมอ  ไม่ปล่อยให้สะสมจนเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของหญ้า  ข้อดีของการให้น้ำแต่พอชุ่มแล้วปล่อยให้ผิวทีออฟค่อยๆ  แห้ง  จะทำให้ระบบรากหญ้าหยั่งลึกลงไปใต้ดินได้ดีขึ้น  เพราะในเมื่อผิวดินค่อนข้างแห้งรากเป็นต้องปรับตัว  โดยการเจริญเติบโตตามแนวดิ่งเพื่อหาน้ำและอาหารในส่วนล่างของดิน  การตีขุดดินจะทำให้หญ้าหลุดไปพร้อมกับดินนั้นก็จะมีความยากขึ้น  เพระมีรากยึดไว้  ซึ่งสามารถทดลองได้โดยการถอนหญ้าที่มีระบบรากตื้นๆ  เปรียบเทียบกับการถอนหญ้าที่มีระบบรากหยั่งลึกลงไปใต้ดิน

                                 2.7.2.6  การควบคุมวัชพืช

                                                 ถ้าทีออฟถูกดูแลอย่างถูกต้องแล้ว  หญ้าบนทีออฟจะขึ้นแน่นหนาโอกาสที่เมล็ดวัชพืชอื่นๆ  ซึ่งปลิวมากับลมหรือมากกับน้ำก็ไม่สามารถงอกได้  แต่ถ้าปรากฏว่ามีวัชพืชควรกำจัดด้วยแรงคน  เพระพื้นที่ทีออฟไม่กว้างมากนัก

                              2.7.2.7  การควบคุมโรคและแมลง

                                                ในขณะที่ผู้ดูแลทำการสำรวจวัชพืชบนพื้นที่ทีออฟและเก็บเศษวัสดุต่างๆ  ก็ควรสังเกตว่าหญ้าบนทีออฟมีอาการผิดปกติหรือพบแมลงบ้างหรือเปล่า  หลักเกณฑ์การควบคุมโรคและแมลงบนกรีนสามารถนำมาใช้กับพื้นที่ทีออฟได้  การควบคุมโรคและแมลงบนทีออฟโดยวิธีการกำหนดตารางการฉีดยาป้องกันเป็นระยะๆ ทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏโรคและแมลง

                                 2.7.2.8  การเสริมผิวทีออฟ  (Tee  topdressing)

                                               ความจำเป็นในการเสริมผิวทีออฟมีมากพอๆ  กับการเสริมผิวกรีน  ทั้งนี้เพราะทีออฟก็นับว่าเป็นอีกบริเวณหนึ่งที่ซึ่งนักกอล์ฟจะกำหนดให้ยืนอยู่ห่างจากกันไม่มากนัก  ในการเสริมผิวทีออฟนั้นควรเสริมแบบบางๆ  และไม่จำเป็นต้องคราดก็ได้  เพราะน้ำที่เราให้ช่วยในการปรับระดับดินโดยอัตโนมัติ  ในการเสริมผิวทีออฟจะทำให้ลำต้นบางส่วนของหญ้าถูกดิน (ทราย) กลบ  เมื่อลำต้นถูกกลบ  ได้รับความชื้นพอเหมาะก็จะแตกรากและแทงยอดใหม่ออกมา  ส่วนที่แหว่งหายไปก็จะถูกกลบ  ถ้ามีลำต้นใต้ดินหลงเหลืออยู่ยอดอ่อนก็จะงอกเร็วขึ้น  ดังนั้น  ดินที่ใช้บนทีออฟควรมีสภาพที่ใกล้เคียงกับที่ใช้บนกรีน

2.7.2.9      การเจาะทีออฟ  (Tee  coring)  

                                                    การเจาะทีออฟช่วยในการระบายอากาศและน้ำ  ทำให้รากหญ้ากระจายตัวได้ดีขึ้น  เมื่อได้รับดินผสมชุดใหม่ซึ่งยังเกาะตัวกันหลวมๆ  เครื่องมือที่ใช้ในการเจาะกรีน  สามารถเลือกใช้ทำกิจกรรมบนทีออฟได้ตามความมุ่งหมาย  เช่นถ้าต้องการปรับปรุงดินในทีออฟก็ใช้เดือยชนิดกลวง  แต่ถ้าต้องการเน้นเฉพาะการระบายน้ำใช้เดือยชนิดตัน  เป็นต้น  วัตถุประสงค์ของการเจาะดินบนทีออฟคล้ายกับกรีน  ดังนั้นหลักการและวิธีการจึงคล้ายคลึงกัน  ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

                                   2.7.2.10  การสะกิดผิวทีออฟ  (Spiking  slicing)

                                                     การสะกิดผิวทีออฟอาจมีความจำเป็นเมื่อหญ้าหนาแน่นมาก  โดยเฉพาะทีออฟที่ใช้ดินผสมที่มีอินทรีย์วัตถุมาก  หญ้าก็จะขึ้นหนาแน่นเร็วกว่าทีออฟที่ใช้ดินทรายล้วนในการปลูกหญ้า  การสะกิดผิวทีออฟทำให้ชั้นของเศษหญ้าถูกสะกิดขึ้นมา  ในขณะเดียวกันใบมีดก็จะตัดลำต้นใต้ดินและลำต้นบนดินของหญ้าตามแนวตั้ง  ลดการอัดแน่นของดินและหญ้า  ทำให้อากาศและน้ำซึมผ่านรอยสะกิดได้ง่ายขึ้น  ความถี่ของการสะกิดผิวทีออฟขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของหญ้า  และความอัดแน่นของผิวทีออฟ  ให้ทำการสะกิดผิวทีออฟในช่วงฤดูฝนและหลังฤดูฝน  (ก่อนช่วงพฤษภาคมและหลังพฤศจิกายน)  เพราะการทำก่อนฝนช่วยให้การระบายน้ำในช่วงฤดูฝนได้ดีขึ้น

                                   2.7.2.11  การซอยหญ้า  (Verticutting)

                                                    การตัดหญ้าบนทีออฟทุกครั้งจะมีเศษหญ้าที่เก็บออกไม่หมด  ตกค้างอยู่บนทีออฟ  ทำให้การซึมผ่านของน้ำเป็นไปอย่างไม่ปกติ  จึงจำเป็นต้องกำจัดเศษหญ้าออกไป  เพื่อลดแหล่งที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงอีกด้วย  ซึ่งโดยปกติแล้วเครื่องสะกิดผิวทีออฟก็สามารถกำจัดชั้นของเศษหญ้าได้อยู่แล้ว  แต่ถ้าชั้นของเศษหญ้ามีปัญหามาก  การใช้เครื่องซอยหญ้าร่วมด้วยก็จะทำให้ได้งานบรรลุวัตถุประสงค์ได้เร็วขึ้น  แต่โดยทั่วๆ  ไปแล้วปัญหาของชั้นเศษหญ้า ของทีออฟมักถูกขจัดไปหมด  โดยการใช้เครื่องสะกิดผิวทีออฟอยู่แล้ว  ดังนั้น  ความจำเป็นในการใช้เครื่องซอยหญ้าบนทีออฟจึงมีความจำเป็นน้อย                      

 

                2.7.3  การจัดการหญ้าบนแฟร์เวย์

                       

                          แฟร์เวย์  คือ  บริเวณสนามหญ้าที่ได้รับการกำหนดขอบเขต  แยกออกจากกรีน  ทีออฟ  และรัฟ  โดยควรเน้นให้หญ้าเจริญเติบโตสานกันแน่น  เมื่อวางลูกกอล์ฟบนแฟร์เวย์ลูกควรจะลอยเกินกว่า  3  ใน  4  ส่วน  การที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนี้  ต้องมีการจัดการที่เหมาะสม

2.7.3.1      พันธุ์หญ้าที่ใช้บนแฟร์เวย์

                                   ในการคัดเลือกพันธุ์หญ้าเพื่อให้เหมาะสมกับแฟร์เวย์  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีบริเวณขนาดใหญ่  คุณสมบัติของหญ้าที่นำมาปลูกบนแฟร์เวย์จึงควรมีดังนี้

                                                    1)  ฟื้นตัวเร็ว

                                                    2)  มีความสามารถในการทนแล้งได้ดี

                                                    3)  ตอบสนองต่อปุ๋ยอัตราต่ำ

                                                    4)  ต้านทานต่อโรคและแมลง

                                                    ซึ่งหญ้าที่นิยมให้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย  คือ  หญ้าเบอร์มิวด้าร์  และหญ้าพันธุ์ซอยเซีย  สำหรับหญ้าสกุลเบอร์มิวด้าร์ที่นิยมปลูกมี Tifway 419,  sahara และGreem  prak  เป็นต้น  ส่วนใหญ่หญ้าในสกุลซอยเซียมีจำนวนน้อย

                                   2.7.3..2  วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการบำรุงรักษาแฟร์เวย์

                                                    1)  เครื่องตัดหญ้าชนิดนั่งขับใบมีดพ่วง  5  ชุด (5–Gang  ridong  reel  mower)

                                                    2)  เครื่องตัดแฟร์เวย์  (Coring  machine)

                                                    3)  เครื่องโรยทรายบนแฟร์เวย์  (Topdressing  machine)

                                                    4)  เครื่องหว่านปุ๋ย  (Fertilizer  spreader)

                                                    5)  เครื่องซอยหญ้า  (Verticutting  machine)

                                                    6)  ลูกกลิ้งใหญ่  (Big  rolling  set)

                                                    7)  ตะแกรงแผ่น  (Drag  mat)

                                                    8)  เครื่องพ่นยา  (Power  sprayer)

                                                    9)  เครื่องเป่าเศษหญ้า  (Fairway  sweeper)

                 10)  เครื่องตัดของหญ้า  (Ending  machine)

                 11)  รถแทรกเตอร์  (Tracktoy)

                 12)  เครื่องรับคมใบมีด  (Reel  grinder)

2.7.3.2      การตัดหญ้าแฟร์เวย์

                                                   ในการตัดหญ้านั้น  ระดับความสูงของการตัดหญ้าแฟร์เวย์จะมีผลต่อระบบรากและลำต้นของหญ้า  หญ้าที่ตัดต่ำจะมีใบค่อนข้างเล็ก  มีลำต้นบนดินเล็กๆ  รากใต้ดินก็จะเล็ก  ซึ่งทำให้ความสามารถในการสะสมอาหารมีน้อยจึงต้องให้ปุ๋ยและรดน้ำบ่อยๆ  แต่ครั้งละน้อยๆ  จึงตจะทำให้หญ้ามีความอุดมสมบูรณ์  จึงควรกำหนดความสูงของหญ้าให้เหมาสมกับเทคนิคการดูแลด้วย  ความถี่ในการตัดแฟร์เวย์นั้นหากตัดทุกวันความหนาแน่นของใบยอดหญ้าที่งอกออกใหม่จะขยายการเจริญเติบโตออกไปทางด้านข้าง  เพราะถูกจำกัดการเจริญเติบโตทางด้านบน  พื้นหญ้าจึงมีความนุ่มและชูลูกกอล์ฟได้ดี  แต่หากตัดวันเว้นวันความหนาแน่นก็จะเบาบางลง  ถ้าตัดหญ้าได้ทุกวัน  โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนจะทำให้แฟร์เวย์มีคุณภาพที่ถูกใจผู้ใช้บริการ  ส่วนในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว  อาจตัดหญ้าวันเว้นวันก็ได้  เพราะในช่วงนี้หญ้าเจริญเติบโตช้ากว่าในช่วงฤดูร้อน

 

 

 

ตารางที่  2.6  แสดงระดับของการตัดหญ้าและความถี่ของการตัดหญ้าบนแฟร์เวย์ภายใต้สภาพที่ได้รับน้ำปกติ

 

สกุลหญ้า

ระดับการตัด (มม.)

ความถี่ของการตัด

 

พ.ย. – ก.พ.

มี.ค. – พ.ค.

มิ.ย. – ต.ค.

 

เบอร์มิวด้าร์

13 -20

วันเว้นวัน

ทุกวัน

วันเว้นวัน

 

ซอยเซีย

13 -20

วันเว้นวัน

ทุกวัน

วันเว้นวัน

 

 

 

 

 

 

 

 

                                  2.7.3.4  ทิศทางการตัดหญ้าแฟร์เวย์

                                                  การตัดหญ้าแฟร์เวย์  ตามแนวยาวของแฟร์เวย์เป็นการตัดหญ้าที่ทำงานได้สะดวก  แต่ต้องระวังอย่าตัดหญ้าไปในทิศทางเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำอีก  การตัดหญ้าที่จะทำให้ลำต้นหญ้าตั้งตรงและชูลูกกอล์ฟได้ดี  ควรทำการตัดหญ้าในทิศทางตั้งฉากกับแนวการตัดตามความยาวแฟร์เวย์  เพื่อบรรเทาการอัดแน่นของผิวแฟร์เวย์  และเปลี่ยนทิศทางการทรงตัวของลำต้นหญ้า

                                  2.7.3.5  การใส่ปุ๋ยแฟร์เวย์

                                                  ปริมาณของปุ๋ยนั้น  ผู้ดูแลต้องทำการตรวจสอบวิเคราะห์จากสภาพดินและความอุดมสมบูรณ์ของหญ้าเป็นหลัก  ความถี่ของการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนชนิดเม็ดอาจใช้ในแนวทางต่อไป

 

ตารางที่  2.7  แสดงความถี่ของการใส่ปุ๋ยในช่วงเดือนต่างๆ

 

ฤดูกาล

ช่วงเดือน

ความถี่ของการใส่ปุ๋ย

หนาว

พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์

ใส่ทุกๆ  7 – 10 วัน

ร้อน

มีนาคม – พฤษภาคม

ใส่ทุกๆ  5 – 7 วัน

ฝน

มิถุนายน – ตุลาคม

ใส่ทุกๆ  10 – 14 วัน

 

                                หลักเกณฑ์ในการใส่ปุ๋ยเคมีสำหรับแฟร์เวย์ดินทราย  คือ  ใส่ครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง  สำหรับปุ๋ยเม็ดชนิดปลดปล่อยเร็ว  ส่วนปุ๋ยเม็ดปลดปล่อยช้าถ้านำความถี่ของการใส่ปุ๋ยจะใช้แนวทางข้างต้นมาปฏิบัติไม่ได้  เพระจากการทดลองใช้ปุ๋ยชนิดนี้ในช่วงฤดูร้อนพบว่า  โดยเฉลี่ยแล้วประสิทธิภาพของความคงอยู่ในดินจะลดลงประมาร  30 %  แต่ทั้งนี้  ขึ้นอยู่กับสภาพของปุ๋ยด้วย  สำหรับทิศทางการหว่านปุ๋ยเม็ดให้ยึดหลักการกระจายปุ๋ยให้ทั่วและสม่ำเสมอ

 

                                  2.7.3.6  การให้น้ำแฟร์เวย์

                                                  แฟร์เวย์เป็นบริเวณที่ต้องใช้น้ำมากที่สุด  เพราะมีพื้นที่มากที่สุด  ในการให้น้ำบางทีอาจจะให้อาทิตย์ละ  2  ครั้ง  ปริมาณการให้น้ำแต่ละครั้งต้องคำนึงถึงความลาดชันของพื้นที่  สภาพดิน  พันธุ์หญ้าที่ใช้  ระดับความลึกของราก  และอัตราการคายระเหย  ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วน้ำที่ให้ไปอาจมีผลในทางลบต่อหญ้า  ตัวอย่าง  ถ้าให้น้ำมากไประบบรากอาจตื้น  ถ้าให้น้ำน้อยเกินไปหญ้าก็แสดงอาการเหี่ยวเฉา  หญ้าผิวดินก็จะแห้งตายเหลือแต่รากที่หยั่งลึกลงดิน  เพื่อหาความชื้นเพียงเล็กน้อย  ถ้าผู้ดูแลสนามพบความผิดปกติดังกล่าว  ควรทำการเจาะดินบริเวณนั้นดู  และสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น  จะช่วยให้ทราบว่าต้องแก้ไขความผิดที่เกิดขึ้นอย่างไร

                                  2.7.3.7  การควบคุมวัชพืช

                                                 ในกรณีที่วัชพืชที่เกิดขึ้นมานั้น  ถ้าปรากฏว่ามีไม่มากนักก็ควรใช้แรงงานคนกำจัด  แต่ถ้ามีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปบนแฟร์เวย์ก็อาจจำเป็นต้องใช้สารเคมีในการกำจัด  ซึ่งเราต้องทำการศึกษาว่าวัชพืชชนิดใดที่กำลังระบาดในพื้นที่  และต้องการใช้ยาประเภทไหนมากำจัด

                                  2.7.3.8  การควบคุมโรคและแมลง

                                                  หลักในการควบคุมโรคและแมลงที่บนกรีนและบนที่ออฟ  สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการควบคุมโรคและแมลงในแฟร์เวย์ได้เป็นอย่างดี

                                  2.7.3.9  การเสริมผิวแฟร์เวย์

                                                  ความจำเป็นในการเสริมผิวแฟร์เวย์  โดยเฉพาะแฟร์เวย์ที่เป็นดอนทรายมีน้อยมาก  แต่ถ้าต้องการจะเสริมเพื่อเพิ่มธาตุอาหารหรือธาตุต่างๆ  ก็อาจจะทำได้  โดยการผสมปุ๋ยอินทรีย์เข้าไปด้วย  โดยอาจจะให้อัตราส่วนปุ๋ยอินทรีย์กับทรายเป็น  4 : 1  หรืออาจจะเสริมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ล้วนๆ  ก็ได้  แต่ก่อนเสริมผิวแฟร์เวย์ทุกครั้งต้องกำจัดชั้นเศษหญ้าออกก่อน

                                  2.7.3.10  การซอยหญ้า

                                                   โดยปกติแล้วการตัดหญ้าแฟร์เวย์จะทิ้งเศษหญ้าไว้  ทำให้โอกาสที่จะเกิดชั้นเศษหญ้าบริเวณโคนต้นหญ้าได้เร็ว  หรือช้าขึ้นอยู่กับพันธุ์หญ้าที่ใช้ปลูกบนแฟร์เวย์  วิธีการกำจัดวิธีหนึ่งคือ  ใช้เครื่องซอยหญ้าชนิด  3  พวง  วิ่งไปบนแฟร์เวย์   ใบมีดจะซอยหญ้าตามแนวดิ่ง  ถ้าตั้งใบมีดไว้ลึกก็จะสามารถซอยหญ้าจนถึงผิวของแฟร์เวย์   หลังจาการซอยจนทั่วแล้ว  ปล่อยเศษหญ้าและชิ้นส่วนของลำต้นตากแดดจนแห้ง  แล้วจึงใช้รถเก็บหญ้า  ก็จะบรรเทาปัญหาการทับถมของชั้นเศษหญ้าได้เป็นอย่างดี  หลังจากทำการซอยหญ้าและเก็บเศษหญ้าออกแล้ว  ให้ใส่ปุ๋ยตามทันที  เพื่อเร่งให้หญ้าแทงยอดออกมาใหม่

 

 

 

                2.7.4  การจัดการหญ้าบนรัฟ

                          

                          รัฟ  คือ  ที่ๆ  ปล่อยให้หญ้ายาว  ทำให้เล่นลูกยาก  จะอยู่บริเวณขอบนอกของแฟร์เวย์และกรีน  แสดงให้เห็นว่าเป็นบริเวณที่ไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่มากนักในแง่ของการจัดการ

                           2.7.4.1  พันธุ์หญ้า

                                           การเลือกพันธุ์หญ้าสำหรับปลูกบริเวณรัฟ  วรเน้นพันธุ์ที่ดูแลง่าย  ทนแล้ง  ต้านทานโรคและแมลงได้ดี  ในประเทศไทยเท่าที่ใช้ปลูกมีพันธุ์  Tifway 419  และ Sahara, Common  Bermuda  และหญ้านวลน้อย

                            2.7.4.2  วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้บำรุงรักษารัฟ

                                            บริเวณรัฟมีพื้นที่กว้างมาก  อุปกรณ์บำรุงรักษารัฟจึงมี  ดงนี้

                                            1)  เครื่องตัดหญ้าชนิดนั่งขับใบมี  3  พวง  (3-Gamg  riding  reel  mower)

                                            2)  เครื่องตัดหญ้าชนิดนั่งขับใบมีแผ่น  (Riding  rotary  mower)

                                            3)  เครื่องตัดหญ้าชนิดเดินตามใบมีดแผ่น  (Walk – behid  rotary  mower)

                                            4)  เครื่องตัดหญ้าชนิดสะพายหลัง  (Backpack  trimer)

                             2.7.4.3  การตัดหญ้า

                                            ระดับของความสูงของการตัดหญ้าบริเวณรัฟ  อาจมีการแบ่งออกเป็นสองชั้น  คือ  ชั้นนอก  (Primary  rough)  และชั้นใน  (Intermediate  rough)  โดยที่สั้นนอกอาจตัดสั้นที่  35 – 75 มิลลิเมตร  โดยตัดประมาณอาทิตย์ละครั้ง  และสำหรับชั้นในอาจจะตัดที่ระดับประมาณ  25  มิลลิเมตร  และอาจจะตัดอาทิตย์ละครั้งเป็นต้น

                             2.7.4.4  การใส่ปุ๋ย

                                             ควรใส่ปุ๋ยแค่เพียงพอต่อความต้องการที่หญ้าในรัฟอยู่ตัวได้  อัตราตั้งแต่           10 – 30 กิโลกรัม  ไนโตรเจน / ไร่ / ปี  ในช่วงฤดูฝนอาจงดการให้ปุ๋ยไนโตรเจนเลยก็ได้  เพราะในน้ำฝนมีธาตุอาหารไนโตรเจนเจือปนอยู่แล้ว

                             2.7.4.5  การให้น้ำ

                                            ในช่วงฤดูฝนอาจให้น้ำ 2 – 3  วันต่อครั้ง  เพื่อที่จะรักษาระดับการเจริญเติบโตที่ระดับต่ำสุดของหญ้าเอาไว้   หรือบางที่อาจงดการให้น้ำเลยก็ได้  ยกเว้นถ้าฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานก็อาจเสริมบ้างเป็นบางครั้ง

                             2.7.4.6  การควบคุมวัชพืช

                                             เนื่องจากบริเวณของรัฟเป็นบริเวณที่มีการจัดการในระดับที่ต่ำที่สุดของสนามกอล์ฟ  จึงอาจมีการปล่อยให้วัชพืชขึ้นมาบ้าง  แต่พยายามอย่าปล่อยให้วัชพืชออกดอก  มิเช่นนั้นเมล็ดวัชพืชอาจถูกลมพัดเข้าไปตกในพื้นที่แฟร์เวย์  กรีน  หรือทีออฟได้  ควรใช้แรงงานคนกำจัดเป็นระยะ  และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีโดยไม่จำเป็น

                             2.7.4.7  การควบคุมโรคและแมลง                  

                                             ปัญหาเรื่องโรคและแมลง  โดยปกติแล้วจะมีน้อย  เนื่องจากว่าการจัดการในระดับที่ต่ำ  (Low  management)  แต่ควรหมั่นตรวจสอบดูแล  เพราะอาจเป็นแหล่งที่หลบซ่อนของมดคันไฟ  เนื่องจากในพื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างแห้งแล้ง        

                             2.7.4.8  การจัดการด้านอื่นๆ

                                             การเสริมรัฟ  และเจาะดินนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องทำในบริเวณนี้เลย  อาจจะมีการซอยหญ้าบ้าง  เพราะหญ้าอาจหนาแน่นทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละสนาม

 

2.8  หลักการจัดการภูมิทัศน์ดาดอ่อน  (Soft  scape)   ในสนามกอล์ฟ

 

                งานภูมิทัศน์ดาดอ่อน  (Sotf  scape)  เป็นงานเกี่ยวกับการจัดการพืชพรรณต่างๆ  งานดูแลแหล่งน้ำ  และงานดูแลสนามหญ้าต่างๆ  ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ดูแลต้องมีการจัดการและควบคุม  เพื่อให้พื้นที่มีความสวยงาม  เป็นมาตรฐานอยู่เสมอ  นอกจากนี้ยังต้องดูแลในเรื่องของสิ่งรบกวนแปลกปลอมที่จะเข้ามาทำลายงานภูมิทัศน์ให้เกิดความเสียหายอีกด้วย  ไม่ว่าจะเป็นพวกวัชพืช  แมลง  สัตว์  และโรคต่างๆ  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ในหลายๆ  ด้าน  และเพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษางานภูมิทัศน์ดาดอ่อน  ดังนี้

               

                2.8.1 งานดูแลบำรุงรักษาสนามหญ้าทั่วไป

 

                          งานดูแลบำรุงรักษาสนามหญ้าที่จะกล่าวต่อไปนี้  เป็นงานที่ต้องปฏิบัติจาการปลูกหญ้าสนาม  ซึ่งหญ้าสนามจะเจริญเติบโตเต็มที่และคลุมพื้นที่อย่างสมบูรณ์แล้ว  การดูแลสนามหญ้าเป็นงานที่สำคัญและมีความละเอียดอ่อนที่สุด  ผู้ดูแลจะต้องมีความรู้ในหลายๆ  ด้านมาประกอบด้วย

                           การดูแลสนามหญ้าจะประกอบไปด้วย  การตัดหญ้า  การตัดเล็ม  การเสริมผิวหน้าสนามหญ้า  การใส่ปุ๋ย  การให้น้ำ  การแก้ปัญหาการเกิดชั้นเศษหญ้า  ซึ่งจะมีรายละเอียด  ดังนี้

                           2.8.1.1  การตัดหญ้า  (Mowing)

                                          การตัดหญ้าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสนามหญ้าที่มีความสำคัญที่สุด  เพราะการตัดหญ้าเป็นวิธีการกำจัดการเจริญเติบโตของหญ้าทางด้านความสูง  ให้ความสูงของหญ้าอยู่ในระดับเดียวกัน  โดยใช้อุปกรณ์ตัดหญ้าและต้องคำนึงถึงเครื่องตัดหญ้าที่จะนำมาใช้งาน  การเลือกเครื่องตัดหญ้า  การปฏิบัติเกี่ยวกับการตัดหญ้าและการปฏิบัติหลังการตัดหญ้า

 

 

            

 

 

 

 


 


    

 

ภาพที่  2.4  เครื่องตัดหญ้าในรูปแบบต่างๆ

 

                            2.8.1.2  การตัดเล็ม  (Trimming)

                                           การตัดเล็มเป็นกิจกรรมที่ปฏิบัติหลังจากงานตัดหญ้าสนามสิ้นสุดลง  การตัดเล็มมีวัตถุประสงค์  เพื่อการเก็บงานให้เกิดความเรียบร้อย  ในส่วนที่เครื่องตัดหญ้าไม่สามารถเข้าปฏิบัติงานได้  เช่น  ตามโคนต้นไม้ใหญ่  ผนังกำแพงกั้นดิน  แนวขอบรั้วพื้นที่รอบตัวบ้าน  รอยต่อระหว่างแปลงปลูกกับสนามหญ้า  หรือพื้นที่แถบแคบ  (Verge)  ขอบทางเดินและขอบถนน  การตัดเล็มมี  2  วิธี  คือ  กาตัดเล็มหญ้าทางแนวราบ  และการตัดหญ้าทางแนวดิ่ง

                                          1)  การตัดเล็มหญ้าทางแนวราบ  (Horizontal  trimming)  เป็นพื้นที่ที่เครื่องตัดหญ้าเข้าทำงานได้ไม่ทั่วถึง  หรือพื้นที่ตัดหญ้าลำบาก  เช่น  โคนต้นไม้  ผนังกำแพง  แนวรั้ว  พื้นที่ชิดตัวอาคาร  พื้นที่แถบแคบ  การตัดเล็มหญ้าทางแนวราบมีเครื่องมือที่ใช้  คือ  กรรไกรตัดหญ้า  (Lawn  shears)  เครื่องตัดขอบ  (Power  driven  edger)

                                          2)  การตัดเล็มหญ้าทางแนวดิ่ง  (Vertical  dressing)  หรือการตัดขอบหญ้า  (Lawn  edging)  เช่น  พื้นที่ตามขอบแปลง  แนวขอบหญ้ากับถนนทางเดินรอบพื้นที่คลุมโคนต้นไม้ด้วยวัสดุคลุมดิน  เพื่อแยกพื้นที่สนามออกจากแปลงปลูก  กำจัดหญ้าที่เลื้อยเข้าไปในแปลงปลูก  ถนนทางเดิน (Roller  edger)  เครื่องตัดขอบ  (Power  driven  edger)

                           2.8.1.3  การเสริมแต่งผิวหน้าสนามหญ้า  (Top  dressing)

                                           การเสริมแต่งผิวหน้าสนามหญ้า  หมายถึง  การนำดินผสมที่มีคุณภาพลักษณะละเอียด  เกิดจากการผสมระหว่างทรายกับอินทรีย์  มาใส่เสริมลงบนผิวหน้าของสนามหญ้า  ปรับเกลี่ยให้สนามหญ้าราบเรียบไม่เกิดหลุมบ่อ  และทำให้หญ้าสนามเติบโตเป็นสนามที่ดี
                                         วิธีที่ใช้ในการเสริมแต่งผิวหน้าสนามหญ้า  มี  2  วิธีด้วยกัน  คือ

                                            1)  โรยวัสดุผสมเสริมแต่งผิวหน้าลงในสนามหญ้า  ให้มีความหนาจากผิวพื้นขิงสนามหญ้าไม่เกิน  ¼  นิ้ว  หรือ  0.6  มิลลิเมตร  ให้ทั่ว  จากนั้นจึงใช้คราดหรือกระดานลากปรับสนามให้สม่ำเสมอราบเรียบทั่วทั้งสนาม  เมื่อปรับได้ตามต้องการแล้วจึงรดน้ำให้ชุ่ม

                                             2)  การเสริมแต่งผิวหน้าสนามหญ้าโดยผ่านการเจาะรูอากาศในดิน  เป็นการแก้ปัญหาการอัดแน่นของดิน  การปรับสภาพทางกายภาพของดินทำได้โดยใช้เครื่องเจาะรูอากาศลงไปในดินพื้นสนามหญ้า  หลังจากเจาะรูอากาศเสร็จเรียบร้อยแล้วให้นำเศษดินจากสนามออกไปให้หมด  แล้วนำวัสดุผสมที่ตกแต่งผิวหน้าโรยในสนามหญ้า  แล้วเกลี่ยให้ทั่วดินผิวหน้าจะถูกเกลี่ยลงไปในรูที่เจาะไว้  จากนั้นกวาดให้เรียบร้อยแล้วรดน้ำ  การเสริมแต่งผิวหน้าสนามหญ้าเป็นการปรังปรุงผิวพื้นที่สนามหญ้าให้สนามหญ้ามีความราบเรียบสม่ำเสมอ  หญ้าสนามมีความสมบูรณ์ขึ้นเองเนื่องจากได้รับธาตุอาหารจากอินทรียวัตถุและทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้นด้วย

                           2.8.1.4  การปรับปรุงสนามหญ้าโดยการเจาะรูอากาศในสนามหญ้า  (Aerting)

                                           การเจาะรูอากาศในสนามหญ้า  เป็นวิธีการฟื้นฟูสนามหญ้า  ซึ่งใน 1 รอบปีควรปฏิบัติ  โดยเฉพาะสนามหญ้าที่ถูกใช้งานมาก  มีการเหยียบย่ำทำให้พื้นสนามหญ้าอัดตัวกันแน่น  การระบานน้ำไม่ดี  ซึ่งจะมีผลทำให้สนามหญ้าทรุดโทรม  การเจาะรูลงไปในสนามหญ้า  ทำให้เกิดช่องอากาศเกิดการหมุนเวียน  ทำให้รากหญ้าสนามมีประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำ  ธาตุอาหารและออกซิเจนไปใช้ได้ดี

                         2.8.1.5  การใส่ปุ๋ยสนามหญ้า

                                           การใส่ปุ๋ยสนามหญ้า  เป็นการให้อาหารแก่หญ้าสนาม  เพื่อให้หญ้าสนามเจริญเติบโตแข็งแรงในทุกส่วน  โดยเฉพาะส่วนของใบให้มีความเขียวเข้ม  อ่อนนุ่ม  ลำต้นและรากมีความแข็งแรง  การใส่ปุ๋ยแก่หญ้าสนามใช้ได้ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์  ปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่จะใส่ร่วมกับวัสดุแต่งผิวหน้า  การใส่ปุ๋ยเคมีก็มีความจำเป็นแก่สนามหญ้ามาก               

                                               

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 2.5  เครื่องหว่านปุ๋ยที่ต่อกับแทรกเตอร์

 

ตารางที่ 2.8 แสดงธาตุอาหารที่สนามหญ้าต้องการ

ธาตุอาหาร

การใช้ประโยชน์

ผลที่เกิดขึ้นหลังจากหญ้าสนามได้รับแล้ว

ไนโตรเจน

(nitrogen)

หญ้ามีสีเขียว

กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทางใบ

ทำให้สนามหญ้าสีเขียวเข้ม  หญ้าสนามแข็งแรง

ฟอสเฟต

(phosphate)

ทำให้รากพัฒนาได้ดีขึ้น

ระบบรากหญ้ามีความแข็งแรง

กระตุ้นให้เกิดระบบรากที่ให้สนามหญ้าทนต่อการเหยียบย่ำ  ทนต่อความแห้งแล้ง

โพแทสเซียม

(photassaim)

ทำให้หญ้าสนามทีความสมบูรณ์

ไม่มีศัตรูรบกวน

 

ทำให้หญ้าสนามมีความทนทานและแข็งแรง  แน่น  (hardens)  ทำให้ทนแล้ง  เกิดโรคและศัตรูรบกวนน้อย

                                          1)  ความต้องการปุ๋ยไนโตรเจนของสนามหญ้าแต่ละชนิด

                                                  เป็นการเปรียบเทียบความต้องการ  จำนวนกิโลกรรมของปุ๋ยไนโตรเจน  ต่อพื้นที่  100  ตารางเมตร  ต่อ  ปี  ดังตาราง

 

ตารางที่ 2.9  แสดงจำนวนปุ๋ยไนโตรเจนที่จำเป็นต่อความต้องการ

 

ชนิดของหญ้า

สนามหญ้าบริเวณอาคารสถานที่  กิโลกรัม / ปี

สนามหญ้าทั่วไป

กรีนพัต

หญ้าแพรกลูกผสม

3 – 5

3 – 12

หญ้านวลน้อยและหญ้าญี่ปุ่น

2 – 3

6 – 8

หญ้าเซนต์ออกัสติน

2 – 3

-

หญ้าบาเฮีย

2 – 3

-

หญ้ามาเลเซีย

> 2

-

 

                                          2)  วิธีการใส่ปุ๋ยสนามหญ้า  มี  3  วิธีคือ

                                                                ก.  ใช้มือหว่าน  (handapplication)  ใช้สำหรับหว่านปุ๋ยเม็ด  หว่านให้เม็ดกระจายออกทางกว้าง  วิธีการหว่านเพื่อให้สังเกตง่าย  ควรคลุกปุ๋ยกับทรายหยาบ  เพราะการหว่านปุ๋ยเม็ดไม่สามารถควบคุมความสม่ำเสมอได้  อาจเป็นอันตรายต่อสนามหญ้าบางจุดที่ได้รับปุ๋ยมากเกินไป  เช่น  ใบไหม้  หรือหญ้างามบางจุด

                                                                ข.  ใช้เครื่องมือใส่ปุ๋ยที่ใช้กับปุ๋ยเม็ด  ใช้กันโดยทั่วไปมี  2 แบบ  คือ  เครื่องหว่านปุ๋ยแบบหมุน  โดยใช้แรงเหวี่ยงจากแกนหมุนเป็นวงกลม  และแบบที่สอง  คือ  เครื่องใส่ปุ๋ยแบบหยอด  เป็นเครื่องใส่ปุ๋ยที่ได้รับความนิยมสูงเพราะสามารถตรวจสอบความสม่ำเสมอและแนวการใส่ปุ๋ยได้อย่างทั่วถึง  แต่การทำงานช้ากว่าแบบเครื่องหว่านปุ๋ย

                                                                ค.  การใส่ปุ๋ยน้ำ  ปุ๋ยน้ำเป็นปุ๋ยที่ให้สนามหญ้าใช้ประโยชน์อย่างรวดเร็วเนื้อปุ๋ยมีความเข้มข้น  การใส่ต้องละลายน้ำเพื่อให้เกิดการเจือจางลง  การใส่ปุ๋ยน้ำจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับเครื่องที่ใช้  ถ้าใช้เครื่องพ่นยาน้ำจะทำงานได้ด้วยความเร็ว  การใส่ปุ๋ยน้ำจะใช้ในรูปแบบการใส่ปุ๋ยทางใบ

                          2.8.1.6  การให้น้ำ  (Wateering)

                                         หญ้าสนามไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากขาดน้ำ  ดังนั้น        น้ำจึงถือเป็นส่วน
ประกอบที่สำคัญของสนามหญ้า  ในต้นหญ้าต้นหนึ่งจะมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ  80 เป็นสิ่งแห้งร้อยละ  20  การให้น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ  เวลาของการให้น้ำที่เหมาะสม  คือ  ช่วงตอนเช้าและบ่ายๆ  แต่ถ้าเป็นช่วงเวลาเช้าให้น้ำแก่สนามหญ้าชุ่มพอเพียงแล้ว  ตอนบ่ายก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้น้ำอีก  ทั้งนี้ก็ต้องแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละสนามและสถานการณ์ที่ต่างกันออกไป  สภาพอากาศในฤดูหนาว  ฤดูร้อน  ที่มีปริมาณความเข้มของแสงสูง  หญ้าสนามจะคายน้ำมาก  ความต้องการน้ำจึงมีมากกว่าในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นในดินและบรรยากาศสูงกว่า

                                          วิธีการให้น้ำสนามหญ้านิยมใช้กันทั่วๆ  ไป  มีอยู่  3  วิธีด้วยกัน  คือ 

                                          1)  การให้น้ำแบบเหนือผิวดินแบบฝนโปรย  (Sprinkler)  เป็นการให้น้ำแบบฝอยละอองเหนือผิวพื้นสนามหญ้า  โดยมีหัวให้น้ำแบบต่างๆ  กัน  เชื่อมต่อเข้ากับสายยางจากจุดให้น้ำ  หัวให้น้ำแบบฝนโปรยมีหลายชนิด  เช่น  แบบหมุนรอบตัว  แบบปรับองศาการทำงานได้  แบบก้านเสียบลงในดิน  แบบสายแกว่งไปมา  มีล้อเคลื่อนเวลาทำงาน  และแบบหัวพ่นหมอก

                                          2)  การให้น้ำแบบปล่อยท่วม  โดยการปล่อยนำให้ท่วมแปลงหญ้าทั้งแปลง  วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ต้องการให้น้ำซึมผ่านชั้นดินล่างลงไปได้ลึก  ทำให้รากหญ้าพัฒนาสู่แนวลึกได้  นอกจากนี้ยังเป็นการชะล้างเกลือที่มีตามผิวดินลงสู่เบื้องล่าง  โดยทั่วไปแล้วสนามหญ้าไม่นิยมปฏิบัติกันมากในพื้นที่ที่ปลูกหญ้าสนาม  เพื่อผลิตแผ่นหญ้า

                                        3)  การให้น้ำผ่านระบบใต้ดิน  คือ  ระบบท่อ  ระบบลำเลียงน้ำและหัวท่อให้น้ำฝังอยู่ใต้ดิน  แต่เวลาให้น้ำจริงหัวให้น้ำแบบฝนโปรยจะโผล่ขึ้นมาทำงานเหนือพื้นดิน  โดยใช้ระบบความดันน้ำ  ระบบการให้น้ำแบบนี้เรียกว่า  “Pop-up”  การควบคุมการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ  หัวการให้น้ำที่นิยมมี  2  แบบ  คือ  แบบฝนโปรย  และแบบพ่นหมอก  ทิศทางการให้น้ำมี  2  ทิศทางคือ  แบบพ่นออกรอบทิศทาง  และแบบพ่นออกทิศทางเดียว  ทั้ง  1  แบบ  สามารถปรับองศาการทำงานได้

 

 

 

                                 2.8.1.7  การบดสนามหญ้า  (Rolling)

                                                การบดสนามหญ้าก็เพื่อทำให้สนามหญ้ามีความราบเรียบ  สม่ำเสมอ  การบดสนามหญ้าจึงเป็นการปรับระดับสนามหญ้าให้มีความราบเรียบเสมอตลอดเวลา  ช่วยกระชับรากหญ้าให้ยึดติดกับดิน

                                                 วิธีการบดสนามหญ้า  จะบดด้วยลูกกลิ้งที่มีน้ำหนัก  50 – 100  กิโลกรัม  โดยจะทำการบดก็ต่อเมื่อพบว่าสนามหญ้าไม่ราบเรียบ  เกิดหลุมบ่อย  หรือหลังการตัดหญ้า  เกิดรอยเนื่องจากล้อรถตัดหญ้า  ช่วงของการบดที่เหมาะสมคือ  ช่วงที่สนามหญ้าที่ชุ่มน้ำหรืออ่อนนุ่มเกินไป  ถ้าพื้นสนามหญ้าแข็งเกินไปควรรดน้ำให้ชุ่มลงบ้างเพื่อให้พื้นสนามมีความอ่อนตัวลงบ้าง  แล้วจึงทำการบด  ในเครื่องตัดหญ้าแบบนั่งพ่วง  จะมีลูกกลิ้งสำหรับบดสนามหญ้าอยู่ส่วนหลัง  ซึ่งส่วนหน้าติดใบมีดตัดหญ้าแบบเกลียวหมุน  เวลาตัดสนามหญ้า  สนามหญ้าก็ควรได้รับการบดอัดไปพร้อมๆ  กัน

 

                 2.8.2  งานดูแลบำรุงรักษาพืชพรรณทั่วไปในสนามกอล์ฟ

 

                           ในการดูแลรักษาพืชพรรณควรมีการกำหนดเวลาให้พร้อมกับการดูแลรักษาสนามหญ้าหรือสนามกอล์ฟ  ทั้งนี้  เพื่อให้เกิดความสะดวกในการปฏิบัติงาน  ทั่งในเรื่องของเครื่องมือ  อุปกรณ์  แรงงานและระยะเวลา

                          สำหรับต้นไม้ในสนามกอล์ฟมีหลายประเภท  ได้แก่  ไม้ยืนต้น  ไม้พุ่ม  ไม้คลุมดิน  และใม้เลื้อย  วิธีการปฏิบัติอาจแตกต่างกันออกไปบ้าง  แต่การดูแลเรื่องหลักๆ  จะคล้ายกัน  และประการที่สำคัญที่สุด  คือ  ต้นไม้ทุกต้นทุกกลุ่มในสวนต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อสามารถคงความงดงามทางภูมิทัศน์ได้ตลอดเวลา  ซึ่งมีหลักการดังนี้ 

                          2.8.2.1  การให้น้ำ

                                         หากในช่วงที่ไม่ได้มีการพรวนดินใส่ปุ๋ย  การให้น้ำแก่ต้นไม้ในสวนจะให้พร้อมกับสนามหญ้า  เนื่องจากต้นไม้มีระบบรากที่ลึกและแผ่กว้างกว่าหญ้าสนาม  หากว่าให้น้ำพร้อมหญ้าสนาม  2 – 4 วัน  ต่อครั้ง  ต้นไม้ในสวนก็จะไม่ขาดน้ำ

                          2.8.2.2  การกำจัดวัชพืช

                                         การป้องกันและกำจัดวัชพืชนั้นจัดเป็นงานหลักสำคัญสำหรับการดูแลรักษาเลยก็ว่าได้  และต้องลงมือปฏิบัติทันทีเมื่อพบเห็นทั้งในสนามหญ้าและพืชพรรณกลุ่มอื่นๆ  ส่วนจะกำจัดด้วยวิธีใดก็จะขึ้นอยู่กับชนิดของวัชพืชและปริมาณที่ระบาดอยู่

                                         ในการกำจัดวัชพืชให้แก่ต้นไม้จะกำหนดด้วยการสับแนวของขอบกลุ่มให้หรือโคนไม้  ให้ห่างออกมาประมาณ  5 – 6  นิ้ว  จากนั้นจึงพรวนดินพร้อมกับการขุดถอนวัชพืชออก  การสับจะสับให้ลึกประมาณ  1 – 2  นิ้ว  เพื่อไม่ให้หญ้าสนามรุกเลื้อยเข้าไปเร็วเกินควร  การป้องกันกำจัดวัชพืชที่ดีที่สุด  คือ  การหมั่นเดินตรวจสวนหรือสนามบ่อยๆ  เมื่อพบเห็นก็รีบกำจัดทันที  โดยใช้เครื่องมือที่ดีที่ในการขุดถอน  ได้แก่  เหล็กปากแบนแหลม  หรือ  เสียมปากเล็ก

                          2.8.2.3  การพรวนดินและการใส่ปุ๋ย

                                         โดยปกติจะปฏิบัติประมาณ  2  เดือนต่อครั้ง  เพราะการพรวนดินจะพรวนเพียงตื้นๆ  2 – 3 นิ้วก็พอ  และจะไม่พรวนจนร่วนละเอียดเกินไป  หลังจากการพรวนดินจะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ  เช่น  15 – 15  – 15  การใส่เพียงเล็กน้อย  เมื่อใส่ปุ๋ยเคมีแล้วก็จะหว่านทับด้วยปุ๋ยอินทรีย์

                          2.8.2.4  การป้องกันและกำจัดโรคและแมลง

                                         หากต้นไม้ได้รับการดูแลรักษาให้เจริญเติบโตดี  มีความแข็งแรงสมบูรณ์ก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการป้องกันโรคและแมลง  ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล  โดยเฉพาะจากฤดูฝนเข้าฤดูแล้งหรือฤดูหนาว  ควรระวังและป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ 

                                         การป้องกันและการกำจัดนั้น  หากพบเห็นแม้เพียงเล็กน้อยก็รีบทำลายเสีย  ด้วยการตัดทิ้งในส่วนที่เป็นโรค  แต่ถ้าระบาดมากก็จำเป็นต้องใช้สารเคมีช่วย

                         2.8.2.5  การตัดแต่งต้นไม้

                                        สำหรับต้นไม้ภายในสวนนั้น  การตัดแต่งดูจะเป็นงานหลักที่สำคัญที่สุด  ในการจัดการทางด้านการตกแต่งต้นไม้ต่างๆ  ผู้ที่ทำการแต่งนั้นจะต้องมีความรู้ในหลักการตัดแต่ง  และทักษะในงานพิเศษพอสมควร  เพื่อให้งานที่ได้ออกมาถูกต้องและสวยงาม

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่ 2.6  การตัดแต่งไม้พุ่ม                            ภาพที่ 2.7  การตัดแต่งไม้ยืนต้น

               

2.8.3  งานดูแลรักษาแหล่งน้ำ

 

                           สำหรับโครงการสนามกอล์ฟนั้น  แหล่งน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการจัดการดูแลรักษางานภูมิทัศน์ดาดอ่อนมากที่สุด  โดยเฉพาะพืชพรรณหากพื้นที่โครงการมีแหล่งน้ำน้อยเกินไป  อาจมีน้ำไม่พอเพียงต่อความต้องการของพืชพรรณ  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแหล่งน้ำเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการในแต่ละวัน  เพื่อทำให้สนามกอล์ฟเขียวและสมบูรณ์พร้อมให้นักกีฬาสามารถใช้สนามได้ทุกฤดูกาล 

                            2.8.3.1  การจัดการดูแลแหล่งน้ำ

                                            การรักษาให้ปริมาณน้ำมีมากพอกับความต้องการและมีคุณภาพที่ดี  ต้องมีการจัดการอย่างสม่ำเสมอ  ดังนี้

                                            1)  แหล่งน้ำที่จะใช้ประโยชน์  เพื่อนำไปรดพืชพรรณที่มีขนาดกว้างและลึกพอที่จะกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี

                                            2)  ทำการเก็บเศษใบไม้ที่หลุดร่วงในแหล่งน้ำอย่างสม่ำเสมอ  โดยใช้ตะแกรงหรือสวิงต่อเข้ากับด้ามไม้ยาง  เพื่อช้อนเก็บเศษใบไม้ใบหญ้าออก

                                            3)  กำจัดวัชพืชตามขอบแหล่งน้ำอยู่เสมอ  เพื่อความสวยงาม

                                            4)  ทำการขุดลอกตะกอนดินโคลนก้นบ่อปีละครั้ง  หรือตามความเหมาะสม  ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณของตะกอนดินในแหล่งน้ำ

                                            5)  ควรมีการเพิ่มจุลินทรีย์ในแหล่งน้ำเพื่อช่วยย่อยสลายเศษใบไม้และตะกอน

                                            6)  ควรมีการเลี้ยงปลากินพืชและกินสัตว์  เพื่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศของน้ำ  และเป็นการกำจัดลูกยุง

                                            7)  หากแหล่งน้ำมีสภาพนิ่ง  คือ  ไม่มีการหมุนเวียนของน้ำ  ควรมีการเพิ่มออกซิเจนให้แก่แหล่งน้ำ  เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเน่าเสียและเกิดตะกอน  ทำให้น้ำใสอยู่เสมอ

                                            8)  ควรมีการตรวจสอบสภาพน้ำอยู่สม่ำเสมอ  โดยเฉพาะมีการนำน้ำจากภายนอกเข้ามาใช้  เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดกับพืชพรรณและระบบน้ำ

                                            9)  การจัดการดูแลรักษาแหล่งน้ำ  ควรมีเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่รับผิดชอบ  โดยเฉพาะเพื่อความสะดวก

 

2.9  หลักการจัดการภูมิทัศน์ดาดแข็ง  (Hard  scape)  ในสนามกอล์ฟ

               

                สำหรับภูมิทัศน์ดาดแข็งนั้นคือสิ่งประกอบบริเวณพื้นที่ภูมิทัศน์  ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีชีวิตและอาจเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติก็ได้  เช่น  อาคาร  ถนน  หินปูทางเดิน  ประติมากรรมต่างๆ  เหล่านี้ล้วนย่อมมีการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาและตามปัจจัยต่างๆ  ดังนั้นจึงต้องมีการดูแลควบคู่ไปกับภูมิทัศน์ดาดอ่อนอย่างสม่ำเสมอ  โดยมีการแบ่งออกเป็น  4  ส่วน  คือ  งานภูมิทัศน์ดาดแข็งใต้ระดับพื้นผิว  งานภูมิทัศน์ดาดแข็งระดับพื้นผิว  งานภูมิทัศน์ดาดแข็งเหนือระดับผิวดิน  งานภูมิทัศน์ดาดแข็งลักษณะพิเศษอื่นๆ  โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

                2.9.1  งานภูมิทัศน์ดาดแข็งใต้ระดับผิวดิน

                          

                         เป็นงานก่อสร้างหลักที่อยู่ใต้ระดับพื้นผิว  โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวข้องกับงานสาธารณูปโภคและอำนวยความสะดวก  เช่น  ระบบการให้น้ำแก่พืชพรรณ  ระบบงานแสงและเสียง  งานระบบการระบายน้ำ

                                2.9.1.1  ระบบการให้น้ำแก่พืชพรรณ

                                                ระบบการให้น้ำแก่พืชพรรณนับว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญที่สุดพืชพรรณจะมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่อยู่กับน้ำ  ระบบการให้น้ำแก่พืชพรรณจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเป็นงานอันดับแรกที่ต้องคำนึง  ถูกออกแบบและจัดสร้างอย่างถูกต้อง  ระบบการให้น้ำจะต้องคำนึงถึงความสวยงาม  ความคงทน  ประหยัดเวลา  ประหยัดค่าใช้จ่าย  และที่สำคัญจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้สอยพื้นที่

                                                ในการให้น้ำแก่พรรณไม้นั้น  เนื่องจากชนิดของพรรณไม้มีหลายชนิด  ดังนั้นการให้น้ำแก่พรรณไม้  จึงมีความแตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละชนิด  ซึ่งที่นิยมปฏิบัติมีอยู่  4  วิธี  คือ  ระบบการให้น้ำแบบธรรมดา  ระบบการให้น้ำแบบฝนโปรยก้านเสียบเร็ว  ระบบการให้น้ำแบบหัวฉีดฝังใต้ดินทั่วบริเวณ  และระบบการให้น้ำแบบหยด  โดยมีรายละเอียดดังนี้

                                                1)  ระบบการให้น้ำแบบธรรมดา

                                                      ระบบการให้น้ำแบบธรรมดา  คือ  การดึงน้ำจากแหล่งน้ำดิบโดยเครื่องสูบน้ำ  หรือเครื่องดึงน้ำจากระบบประปาของชุมชน  ผ่านมาตรวัด  เข้าสู่ท่อลำเลียงน้ำทั่งอยู่ใต้ดินในพื้นที่การจัดภูมิทัศน์  ท่อลำเลียงน้ำที่นิยมใช้อยู่  3  ชนิด  คือ  ท่ออาบสังกะสี  (Galvanizediron  pipe)  ท่อความดันที่ผลิตมาจากโพลีวินีล  (Polvinyle  chloride)  หรือท่อ  PVC  และท่อที่ทนแรงดันน้ำ  (Polyethlene – PE)  สำหรับท่อที่สามารถทนแรงดันน้ำได้สูง  (Height  density)  จะใช้กับระบบการให้น้ำแบบฝนโปรย  แต่ถ้าเป็นแบบที่ทนแรงแรงดันน้ำต่ำ  (Low  density)  จะใช้กับการให้น้ำแบบหยด  การลำเลียงน้ำจะผ่านท่อดังกล่าวแบบใดแบบหนึ่ง  และโผล่ปลายท่อขึ้นเหนือดินเป็นจุดๆ  ห่างกันประมาณ  จุดละ  15.0 – 20.0  เมตร  ตามขอบแปลงชิดกำแพง  หรือตำแหน่งที่เหมาะสม  เพื่อต่อเข้ากับก๊อกสนาม  (Fauce)  ทำหน้าที่ควบคุมปิดเปิดการจ่ายน้ำ

                                                     วิธีการนำน้ำไปรดให้พืชพรรณมีหลายวิธีแต่ที่ปฏิบัติโดยทั่วไป  คือ  ก๊อกสนาม – สายยาง  (Hose – bib)  แล้วปลายอีกด้านหนึ่งต่อเข้ากับหัวให้น้ำแบบต่างๆ  เช่น  ต่อเข้าหัวให้น้ำแบบพ่นหมอก  (Nozzle)  หรือแบบ  Spray  gun  โดยใช้คนควบคุมการให้น้ำ  ต่อเข้ากับสายยางให้น้ำแบบฝนโปรย  (Sprinkle  hose)  การให้น้ำแก่พืชเป็นฝอยละเอียด  เหมาะสมสำหรับสนามหญ้าแคบๆ  แปลงดอกไม้  หรือต่อเข้ากับหัวให้น้ำแบบฝนโปรยต่างๆ  แล้วปล่อยให้ทำงานเอง  เช่น  แบบสายแกว่งไปมา  แบบหัวหมุนไปมา  แบบหัวเหวี่ยง   แบบมีล้อเคลื่อนย้าย  และแบบไม่เคลื่อนตัว 

                                                     ในการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงนั้น  หลังเสร็จสิ้นการให้น้ำแต่ละครั้ง  ปิดก๊อกน้ำที่ควบคุมการจ่ายน้ำ  เก็บม้วนสายยาง  เก็บหัวให้น้ำแบบต่างๆ  และตรวจการอุดตันที่เกิดจากสิ่งสกปรก  หยอดน้ำมันหล่อลื่นแกนหมุน  และเก็บไว้ในสถานที่เก็บให้เรียบร้อย  หมั่นตรวจรอยเชื่อมต่อระหว่างท่อลำเลียงน้ำแต่ละช่วง  โดยเฉพาะต่อขึ้นมาเหนือดินที่ติดเข้ากับก๊อกน้ำ  อาจหลุดหรือหักได้  เนื่องจากการลากสายยางเวลาให้น้ำแก่พืชพรรณ  วิธีการซ่อมบำรุงหรือป้องกัน  คือ  หารเทคอนกรีตหุ้มเสา  ปล่อยเฉพาะส่วนหัวก๊อกสนามไว้  และตกแต่งเสาหุ้มให้สวยงาม

                                                2)  ระบบการให้น้ำแบบฝนโปรยก้านเสียบเร็ว

                                                      ระบบการให้น้ำแก่พืชพรรณแบบต่างๆ  เหมาะสำหรับสนามหญ้ามากที่สุด  โดยการวางท่อลำเลียงน้ำใต้ดินจากถังความดัน  (Pressure  tank)  แล้ววางจุดเพื่อรับหัวก้านเสียบขึ้นเป็นจุดๆ  ตามตำแหน่งการให้น้ำที่เหมาะสม  ผู้ดูแลการให้น้ำจะนำก้านเสียบมาเสียบตามจุด  หรือตำแหน่งที่กำหนดไว้  (Quick  conpling  valve)  ครั้งละจุด  หรือหลายๆ  จุดพร้อมกันก็ได้  ระบบการให้น้ำแบบนี้ประหยัดหัวฉีด  เพราะสามารถเคลื่อนย้ายตามจุดต่างๆ  ได้

                                                3)  ระบบการให้น้ำแบบหัวฉีดฝังใต้ดินทั้งบริเวณ 

                                                     แบบนี้เหมาะสมสำหรับงานภูมิทัศน์ขนาดใหญ่  ใช้งบประมาณในการติดตั้งสูง  แต่ประหยัดเวลา  ครอบคลุมพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง  มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม  ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้สอยพื้นที่  ระบบเปิดปิดควบคุมการทำงาน  ทำได้ทั้งใช้คนควบคุม  ระบบกึ่งควบคุมกึ่งอัตโนมัติ  หรือระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ

                                                     การวางระบบการให้น้ำแบบหัวฉีดฝังใต้ดิน  เป็นงานซับซ้อนมีความประณีต  มีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้  ควบคุมได้  เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากมาย  เช่น  กระแสลม  แสงแดด  การระเหยของน้ำ  การสูญเสียน้ำ  การเลือกหัวฉีดแบบโปรยที่เหมาะสมกับชนิดของพรรณไม้  ชนิดของพื้นที่  รวมถึงระบบแรงดันน้ำ  ความเพียงพอของแหล่งน้ำ  และความสะอาดของน้ำ

                                                     แต่ส่วนใหญ่แล้วจะวางระบบควบคุมเป็นอัตโนมัติ  คือ  การให้น้ำที่มีเครื่องคุมเวลาปิดเปิดโดยอัตโนมัติ  โดยตั้งเวลาการให้น้ำไว้เรียบร้อย  เมื่อถึงเวลากำหนดจะทำงานเอง  หัวฉีดน้ำจะโผล่ขึ้นมาเหนือดิน  โดยแรงดันน้ำและยุบลงไปในกระบอกเก็บเมื่อการให้น้ำสิ้นสุดลง  เรียกระบบการให้น้ำแบบนี้ว่า  แบบหัวให้น้ำขึ้นลงได้ตามภารกิจ  (Pop – up  system)  ซึ่งในหัวพ่นน้ำแบบ  Pop – up  system  นี้มีอยู่  2  แบบใหญ่ๆ  ด้วยกัน  แบบแรก  คือ  แบบพ่นออกเป็นฝอยละอองคล้ายหมอก  (Spray  pop – up  sprinkler)  ลักษณะการพ่นเป็นฝอยละอองทิศทางและควบคุมทิศทาง  และแบบที่สอง  คือ  แบบหัวเหวี่ยงพ่นน้ำเป็นทิศทางเดียว  หรือหัวหมุนรอบ  (Rotor  pop – up  sprinkler)  สามารถปรับความหยาบ  ความละเอียดของการพ่นให้น้ำได้  ขณะเดียวกันสามารถตั้งองศาการทำงานได้ด้วย

                                                     องค์ประกอบหลักๆ  ของระบบประกอบด้วยสถานีส่งน้ำ  (Pump  house)  ถังควบคุมแรงดัน  ระบบการคุมจะปิดเปิดแบบอัตโนมัติ  (Automatic  controller)  อุปกรณ์กรองน้ำให้สะอาด  ท่อลำเลียงน้ำ  (ส่งน้ำ)  ซึ่งเป็นท่อที่มีความทนทานต่อแรงดันน้ำ  นิยมใช้ท่อพีอี  (Polyethylene – PE)  เป็นท่อม้วนสีดำมีจุดกำหนดการให้น้ำแบบ  Pop – up

                                                     การดูแลรักษาและซ่อมบำรุงนั้นจะต้องหมั่นตรวจสอบระบบการส่งน้ำ  ระบบการกรองน้ำ  ระบบควบคุมแรงดัน  ระบบควบคุมเวลาอัตโนมัติให้อยู่ในสภาพพร้อมการใช้งาน  และควรตรวจสอบการอุดตันของหัวพ่นน้ำทั้งแบบพ่นฝอยละอองคล้ายหมอกและแบบหมุนเวียนบ่อยๆ  และควรทำตำแหน่งจุดหัวพ่นให้ชัดเจนสวยงาม  เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการใช้เครื่องตัดหญ้าสนาม

                                                4)  ระบบการให้น้ำแบบหยด

                                                      การให้น้ำแบบหยด  เป็นวิธีการให้น้ำแก่พืชแต่ละต้นโดยตรง  ในกรณีการปลูกพืชเป็นแถว  หรือการให้น้ำแก่พืชที่ปลูกเป็นกลุ่ม  โดยมีการควบคุมปริมาณน้ำที่ส่งให้กับพืชครั้งละน้อยอย่างสม่ำเสมอ  ด้วยหัวปล่อยน้ำที่เรียกว่า  Emitter   ซึ่งเป็นท่อจ่ายน้ำขนาดเล็กซึ่งผลิตมาจาก  Low  denaity  polyethylene  resin  ที่ติดไว้ตามจุดท่อจ่ายน้ำ  ตามระยะห่างของต้นพืชหรือกลุ่มพืช  น้ำที่ปล่อยจากหัวให้น้ำที่ต้องมีความเหมาะสมกับความต้องการน้ำของพืช

                                                      การให้น้ำแบบหยดเหมาะสมกับการปลูกพืชแบบเป็นระเบียบ  แปลงปลูกดอกไม้  การปลูกต้นไม้เป็นกลุ่ม  แต่ไม่เหมาะสมกับการให้น้ำแก่หญ้าสนาม  โดยองค์ประกอบของระบบการให้น้ำแบบหยดน้ำนั้นประกอบไปด้วย  เครื่องกำเนิดแรงดันน้ำหรือปั๊มน้ำ  เครื่องควบคุมความดันของน้ำ  ซึ่งประกอบด้วยเครื่องวัดความดันน้ำเพื่อกำหนดไม่ให้มีแรงดันที่มากหรือน้อยเกินไป  เครื่องกรองน้ำมีความสำคัญมากเพราะบางครั้งน้ำดิบจากแหล่งน้ำมีความสะอาดไม่เพียงพอ  เครื่องควบคุมระบบปิดเปิดการจ่ายน้ำตามเวลาที่กำหนด  โดยอุปกรณ์ข้างต้นทั้งหมดนี้จะติดตั้งอยู่ในส่วนของโรงสูบน้ำ  และนอกจากนี้แล้วยังมีส่วนของท่อประธาน  (Main  line)  เป็นท่อหลักในการลำเลียงน้ำจากปั๊ม  เพื่อจ่ายน้ำเข้าสู่ท่อแยกประธาน  เป็นท่อ  PE  ฝังอยู่ใต้ระดับพื้นผิวและท่อแยกประธาน  (Sub – main  line)  หรือท่อแขนงแต่ละสาย  โดยมากฝังอยู่ใกล้ระดับพื้นผิว  เพื่อส่งน้ำท่อแขนง  (Lateral  line)  ซึ่งเป็นท่อที่แยกจากท่อประธาน  เพื่อเสียบหัวปล่อยน้ำวางอยู่ใกล้ระดับพื้นผิวดิน  และสุดท้าย  คือ  หัวปล่อยน้ำ  (Emitter)  ทำหน้าที่ควบคุมการไหล  หรือหยดของน้ำจากท่อแขนงสู่แปลงปลูกดอกไม้  หรือหลุมปลูกต้นไม้

                                                      การดูแลรักษาและซ่อมบำรุงระบบการให้น้ำแบบหยดจะต้องตรวจสอบสิ่งสกปรกเข้าสู่เครื่องสูบน้ำและหมั่นตรวจสอบหัวจ่ายน้ำให้ทำงานปกติ  เพราะว่าหัวจ่ายน้ำมีโอกาสตันได้ถ้ามีสิ่งปฏิกูล  เนื่องจากน้ำสกปรกเข้าไปอุดตัน

                                2.9.1.2   ระบบแสงและเสียงในงานภูมิทัศน์

                                                 เป็นระบบที่ให้ความปลอดภัย  ความสะดวก  ความสวยงาม  สร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ  ความบันเทิง  และการติดต่อสื่อสารภายในบริเวณพื้นที่

                                                  1)  ระบบไฟฟ้า

                                                       การใช้ไฟฟ้าในงานภูมิทัศน์มี  4  วัตถุประสงค์  คือ

                                                                1.1)  ให้แสงสว่างเพื่อความปลอดภัย  และความสวยงามแก่พื้นที่ทั่วบริเวณในเวลาค่ำคืน  เช่น  ตามประตู  แนวรั้ว  ทางเดินพื้นที่ต่างระดับ  (บันได , ทางลาด)  บริเวณคอสะพาน  และแสงสว่างเพื่อการกิจกรรม

                                                                1.2)  ใช้ประโยชน์กับงานดูแลรักษาและซ่อมบำรุง  เช่น  จุดเสียม  ปลั๊กไฟฟ้า  สำหรับเครื่องตัดหญ้า  ตัดขอบ  และเครื่องตัดเล็มหรือเครื่องตัดขริบ

                                                                1.3)  ใช้กับงานระบบต่างๆ  เช่น  ระบบน้ำตก  น้ำพุ  ระบบการให้น้ำและอื่นๆ

                                                                1.4)  สำหรับความสวยงามหรือกิจกรรมสาระสรรค์ต่างๆ  การดูแลรักษาและซ่อมบำรุงควรทำตำแหน่งหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า  ในพื้นที่วิกฤต  เช่น  สายไฟฟ้าลอดผ่านเส้นทางของการใช้เครื่องมือหนัก  ควรวางสายไฟฟ้าใต้ซีเมนต์  หรือใต้แผ่นเพื่อป้องกันการยุบตัวของดินจนอาจทำให้เกิดแรงกดทำให้สายไฟฟ้าถลอกหรือขาดได้

                                                  2)  ระบบเสียง

                                                        เป็นการให้ความบันเทิง  สร้างบรรยากาศ  ให้ความเป็นธรรมชาติล้อเลียนเสียงธรรมชาติ  การติดต่อสื่อสารระบบเสียงเหมาะสำหรับงานภูมิทัศน์ขนาดใหญ่  รองรับผู้คนจำนวนมาก            การวางระบบควรวางไว้ใต้ดินเช่นเดียวกับระบบไฟฟ้าในสวน  ต้องคำนึงถึงความคงทนถาวร  ความสะดวก  และอยู่ในตำแหน่งทีเหมาะสม  เช่น  พื้นที่ลานพัก  เสียงเพื่อสร้างบรรยากาศตามสุมทุมพุ่มไม้  ตามทางเดิน  ส่วนในการดูแลรักษานั้น  ควรมีการตรวจสอบระบบการควบคุมให้อยู่ในสภาพการที่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา

                                2.9.1.3  ระบบการระบายน้ำ  (Drainge  system)

                                                ระบบการระบายน้ำเป็นระบบที่มีความสำคัญที่สุดระบบหนึ่งของงานภูมิทัศน์  ถ้าระบบน้ำระบายน้ำไม่ดี  ไม่สะดวก  จะมีผลกระทบต่อการใช้สอยพื้นที่และสิ่งก่อสร้าง  การเจริญเติบโตของพืชพรรณ  ทำให้พื้นที่ฉ่ำน้ำ  แฉะ  เนื่องจากการระบายน้ำไม่ออก  การวางระบบน้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็น  การระบายน้ำเป็นวิธีการกำจัดน้ำที่มีมากเกินความต้องการออกจากพื้นที่  โดยวิธีการระบายน้ำแบบผิวดิน  (Surface  drain)  แบบร่องคู่  (Ditch  drain)  ซึ่งเป็นที่นิยมมาก  สำหรับการระบายน้ำในงานภูมิทัศน์  คือ  แบบร่องเปิด  (Open  ditch  drain)  และแบบร่องมีฝาแบบปิดเปิด  สำหรับทำความสะอาด  และแบบวางท่อระบายน้ำใต้ดิน  (Tile  drain)  คือ  การที่น้ำซึมผ่านชั้นดินลงสู่ท่อระบายน้ำผ่านรูที่เจาะเอาไว้  เหมาะสำหรับสนามหญ้า  โดยจะมีรายละเอียดของระบบการระบายน้ำแบบร่องเปิดและแบบฝังท่อใต้ดิน  ดังต่อไปนี้

                                                1)  การระบายน้ำแบบร่องเปิด  เป็นวิธีหนึ่งของการระบายน้ำแบบร่องคู  (Ditch  drain)  ไม่มีฝาเปิด – ปิด  โดยทำเป็นร่องรับน้ำในจุดต่ำสุดของแนวลาดเอียงของพื้นที่รับน้ำ  เช่น  จากสนามหญ้า  แปลงดอกไม้  พื้นที่ผิวดาดแข็ง  ไหล่ถนน  ลักษณะของร่องระบายน้ำ  พิจารณาจากรูปตัด  แบ่งได้ดังนี้

                                                                1.1)  รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  หรือ  สี่เหลี่ยมด้านเท่า

                                                                1.2)  รูปสี่เหลี่ยมคางหมู

                                                                1.3)  รูปสามเหลี่ยมตัววี  (V)

                                                                1.4)  รูปครึ่งวงกลมหรือตัวยู  (U)

                                                    ร่องระบายน้ำแบบร่องเปิดทั้ง  4  แบบ  นิยมมากทีสุดในงานภูมิทัศน์  คือ  แบบครึ่งวงกลมมองดูสวยงาม  การดูแลรักษาง่าย  ทำความสะอาดโดยใช้จอบปลายมนลากตามแนวยาวของร่องก็สามารถทำความสะอาดได้

                                                2)  การระบายน้ำแบบฝังท่อใต้ดิน  มีปากปล่องรับน้ำโผล่ขึ้นระดับผิวดิน  ตามแนวเขตรั้วของพื้นที่ระบายน้ำ   ท่อระบายน้ำฝังอยู่ใต้ดิน  ใช้ท่อเสเบสโทส  (Asbestos)  จุดระบายน้ำลงสาท่อเจาะรูเป็นพรุน  ทิ้งหินกรองเพื่อป้องกันการอุดตัน  ปากปล่องวางห่างกันเป็นช่องกับความยาวของท่อระบายน้ำ  คือ  4.00  เมตร  หรือมากกว่าตามความเหมาะสม  ปากปล่องมีฝาเปิด – ปิด  เพื่อทำความสะอาดจุดล่างสุดของปากปล่องเป็นแอ่งดักทราย  หรือตะกอนดิน  (Sand  tap )

                                                     สำหรับการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงระบบระบายน้ำต่างๆ  นั้น  ถ้ามีการชำรุดให้ซ่อมบำรุงด้วยการเปลี่ยนหรืออุดซ่อมด้วยวิธีการต่างๆ  ส่วนการดูแลรักษานั้น  จะทำความสะอาดตามร่องคู  นำสิ่งสกปรก  เศษหญ้า  เศษใบไม้  เศษดินที่เป็นอุปสรรค ต่อการระบายน้ำออก  ตักทรายหรือตะกอนดินออกจากบ่อดักทราย

               

                2.9.2  งานภูมิทัศน์ดาดแข็งระดับพื้นผิว

                          

                           เป็นงานระนาบระดับพื้นผิว  (Ground  plane)  ที่มีความสำคัญมากต่อการใช้ประโยชน์อยู่ใกล้ระดับสายตามที่มองเห็นได้ง่าย  และมีส่วนใช้งานอยู่เป็นประจำ  เช่น  ถนน  ทางเดิน  บาทวิถี  ลานพัก  ลานจอดรถ  ลานอเนกประสงค์  บันได  ทางลาด  ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวสามารถเล่นลวดลายพื้นได้ตามต้องการ

                                2.9.2.1  แหล่งวัสดุที่นำมาสร้าง

                                                1)  วัสดุธรรมชาติ  ได้แก่  หินกลม  กรวดกลม  หินแผ่น  หินกาบ  ศิลาแลง  แผ่นไม้  แว่นไม้  ไม้หมอนรถไฟ

                                                2)  วัสดุที่ผ่านกระบวนการผลิต  เช่น  อิฐ  คอนกรีต  แอสฟัลส์  แผ่นซีแพคปูพื้น  แผ่นหินเทียม  กระเบื้องดินเผา  สโตนกรีต  แผ่นไฟเบอร์กลาส

                                2.9.2.2  การก่อสร้างภูมิทัศน์ดาดแข็งระดับพื้นผิว  ทำได้  2  แบ  คือ

                                                1)  โครงสร้างหลวมหรือยืดหยุ่น  (Flexible)  โครงสร้างพื้นฐานอาจเป็นดินอัดแน่น ทราย  หรือหินคลุกอัดแน่น  แล้วปูทับหน้าด้วยวัสดุที่ได้จากธรรมชาติ  หรือวัสดุที่ผ่านกระบวนการผลิต  โครงสร้างแบบนี้สามารถรื้อปรับได้เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลง

                                2.9.2.3  การดูแลรักษาแลชะซ่อมบำรุง

                                                กวาดล้างทำความสะอาดสิ่งสกปรก  เช่น  ฝุ่นละออง  ใบไม้  เศษกิ่งก้าน  ส่วนของต้นไม้ออกจากบริเวณพื้น  ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ  ชำรุด  รอยแยก  รอยร้าว  รอยแตก  การทรุดตัว  การเกิดคราบเกลือ  การเกิดตะไคร่น้ำ  และอื่นๆ

               

                2.9.3  งานภูมิทัศน์ดาดแข็งเหนือระดับพื้นผิวดิน

 

                           เป็นโครงสร้างที่ก่อสร้างขึ้นเหนือระดับพื้นผิว  และห่อหุ้มที่  (Enclosure)  เพื่อเป็นขอบป้องกันกำแพงกั้นให้เป็นอิสระ  พรางแสง  ใช้พักผ่อน  ให้ความปลอดภัยแก่พื้นที่  เช่น  ประตูรั้ว  ขอบถนน  กำแพง  เฉลียง  และลานยกพื้น  เรือนต้นไม้  เรือนเพาะชำ  ฉากกั้น  ฉากบังสายตา  เวที  ม้านั่ง  ศาลาพัก  หลังคากันแดด  หลังคากันฝน  ป้ายชื่อ  ป้ายบอกทาง  สะพาน  ร้านอาหาร  โรงเก็บเครื่องมืออุปกรณ์  โดรงเก็บดินและปุ๋ย  สโมสร  โรงสูบน้ำ  อาคารซ้อมไดร์กอล์ฟ  แท้งค์น้ำ  ฯลฯ

                            แหล่งวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง  คือ  วัสดุจากธรรมชาติ  หรือวัสดุที่ผ่านกระบวนการผลิต  งานภูมิทัศน์ดาดแข็งเหนือระดับผิวดินแต่ละงานมีวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างเพื่อใช้งานแตกต่างกัน  ส่วนการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงงานภูมิทัศน์ดาดแข็งเหนือระดับพื้นผิวดินนั้น  งานหลัก  คือ  งานซ่อมบำรุง  ทาสี  ตรวจสอบการชำรุดของอุปกรณ์  ยึดตรึง  ส่วนหลังคาก็จะมีการผุ  การเป็นสนิม  การชำรุดจากการกระแทก  การเซาะกร่อนและการพังทลายจากกระแสน้ำ  การกำจัดปลวก  เป็นต้น  ซึ่งก็ต้องทำการซ่อมแซมตามลักษณะของอาการที่พบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาพที่  2.8 งานภูมิทัศน์ดาดแข็งเหนือระดับพื้นผิวดิน

 

                2.9.4  งานภูมิทัศน์ดาดแข็งลักษณะพิเศษ

 

                           งานภูมิทัศน์ดาดแข็งลักษณะพิเศษ  ได้แก่  ลำธารน้ำ  น้ำตก  น้ำพุ  บ่อกรอง  ดังนี้

                                2.9.4.1  บ่อน้ำ  ลำธาร  การดูแลรักษาหลักๆ  คือ  การเปลี่ยนน้ำ  การล้างบ่อ  ล้างลำธาร  กำจัดวัชพืชน้ำ  ตะไคร่น้ำ  ดุระบบการระบายน้ำทิ้งไม่ให้มีการอุดตันของเศษวัสดุใดๆ  การซึมออกของน้ำในบ่อและทำการซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดทันทีที่พบ

                                2.9.4.2  บ่อกรอง  บ่อกรองเป็นบ่อที่รับน้ำจากสะดือของบ่อน้ำ   เข้าสู่บ่อพักน้ำ  เพื่อผ่านเครื่องกรองไปยังบ่อน้ำใส  ก่อนระบบเครื่องทำน้ำตก  น้ำพุ  ดูดนำไปใช้  เพื่อได้น้ำที่ใช้ในระบบใสสะอาด  การดูแลรักษาบ่อกรอง  งานที่สำคัญคือการล้างทำความสะอาดเครื่องกรอง  ซึ่งได้แก่  ปะการัง  การระบายน้ำจากบ่อดิบทิ้งในบางครั้ง  และนอกจากนี้ต้องดูระบบเครื่องสูบน้ำ  เครื่องทำน้ำพุ  และออซิเจน  รวมถึงระบบไฟฟ้าควบคุม

                                2.9.4.3  น้ำตก  น้ำพุ  ในส่วนน้ำตก  ให้ตรวจสอบผนังน้ำตก  การทรุดตัวของหิน  การทรุดตัวของฐานรากการซึมออกของน้ำจะทำให้เกิดการสูญเสียน้ำในบ่อ  ส่วนของน้ำพุควรทำการตรวจสอบถึงการอุดตัน  การเป็นสนิม  การเคลื่อนตำแหน่ง  ถ้าเป็นแบบวางลอยหมั่นตรวจเช็คสภาพของเครื่องปั๊ม  แรงดันของน้ำพุให้มีความสม่ำเสมอ